ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง


เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “คำพูดคำเดียวมีค่าอนันต์ และมีโทษมหันต์” สวัสดีครับมาพบกันอีกครั้งก็ล่วงเลยปีใหม่หลายวันแล้ว สถานการณ์ของเหตุการณ์บ้านเมืองคนในประเทศก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก ต่างฝ่ายต่างก็โจมตีกันไปมา คนที่รับกรรมก็คือ ประชาชน  ต้องกลายไปเป็นเหยื่อเป็นโล่กำลังบังแล้วก็เป็นตัวอ้างของผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง....ก็ดูดุกันไปนะครับ

           คราวนี้ก็มารู้กับคำอีสานกันเช่นเคยนะครับ  กับคำว่า “เปิ่งเขิ่ง”

           เปิ่งเขิ่ง  เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่มีลักษณะใหญ่แบน  กว้าง  กว้างใหญ่  ผึ่งผาย  บาน  บานเต็มที่  อาทิ ดอกไม้ที่บานเต็มที่ก็จะบอกบอกว่า “บานเปิ่งเขิ่ง”  หรือ “เปิ่งเสิ่ง” ก็ว่า

          ที่ท้องทุ่งนาหน้าแล้งมองไปเห็นตอซังสีเหลืองเต็มท้องทุ่ง  ต้นจานหรือทองกวาวออกดอกสีแสดเต็มต้น บางดอกล่วงหล่นลงกองอยู่ที่พื้น ปูลาดเหมือนดังพรมปูพื้น   นกตัวเล็กๆบินใช้จงอยปากจิกดูดกินน้ำหวานของดอกจาน ส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว  นกบัวตัวจับอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆส่งเสียงร้องเหมือนกับร้องเพลง   หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นมายามเช้า ลงท้องทุ่งรดน้ำสวนผัก เห็นต้นผักที่ปลูกทอดยอดขึ้นรับเอาแสงอาทิตย์ในยามเช้า ช่างเป็นภาพที่สวยงามนัก  ขณะรดน้ำต้นไม้เขามักจะคิดเรื่องเรื่อยเปื่อยไปถึงชีวิต ไม่ว่าคน สัตว์ หรือแม้แต่พืชก็รักชีวิตตน ต้องการให้ชีวิตเป็นสุข ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตให้รอดในแต่ละวัน ต้นผักก็พยายามรักษาชีวิด้วยการทอยอดหันส่วนยอดเข้าหาดวงอาทิตย์เพื่อเป็นปัจจัยในการสร้างอาหาร  พอรดน้ำต้นผักทั่วทุกแปลงแล้วหนุ่มก็กลับมาที่เถียงนา มานั่งอยู่ที่ขอนไม้หน้าเถียงนานำแคนขึ้นมาเป่าคลายความเหน็ดเหนื่อย

          สาวน้อยบ้านทุ่งหาบๆสัมภาระออกท้องทุ่งเหมือนดังที่เคยปฏิบัติ จัดเตรียมสวมเสื้อผ้า สวมหมวกปีกปกปิดไม่ให้โดนแดด  พอมาใกล้เถียงของหนุ่มน้อยบ้านนาก็ได้ยืนเสียงแคนแว่วมาแต่ไกลดังขึ้นเรื่อยๆตามจังหวะและระยะทางที่เดินเข้าไปใกล้ และมองเห็นคนนั่งเป่าอยู่ที่ขอนไม้ข้างเถียงนา จึงก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆพร้อมวางสัมภาระลง  พร้อมกับนำถุงข้าวโพดต้มยื่นให้กับหนุ่มน้อยบ้านนา “อ้าย.มื้อนี้อารมณ์ดีแต่เช้า มานั่งเป่าแคนเล่น  เซาซะก่อน นี่น้องได้ข้าวโคดต้มมาฝาก”  พี่วันนี้อารมณ์ดีแต่เช้าเลย มานั่งเป่าแคนเล่น  หยุดก่อนนี่น้องได้ข้าวโพดต้มมาฝาก   สาวพูดพร้อมกับยื่นข้าวโพดต้มให้หนุ่ม  หนุ่มวางแคนลงยื่นมือไปรับเอาข้าวโพดจากสาวน้อยมากัดกิน  “หล่ามื้อนี้แนมเบิ่งคือผู้งามกั่วเก่าแท้หล่า” น้องวันนี้มองดูสวยกว่าเดิมมากเลย   หนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม   สาวน้อยใช้กำปั้นทุบหลังหนุ่มเบาๆพูดว่า “ได้กินข้าวโคดเขาแล้วย่องว่างามซันบ้อ”  ได้กินข้าวโพดเขาแล้วยอว่าสวยใช่ไหมล่ะ   สาวพูดพร้อมกับหัวเราะ “บ่แหม่นดอกงามอีหลีนั่นหละ  เอาดอกไม้ปักผมบานเปิ่งเขิ่ง แนมเห็นแต่ไกลๆ”  ไม่ใช่หรอกสวยจริงๆนั่นแหละ เอาดอกไม้แซมผมดอกใหญ่บาน มองเห็นแต่ไกล  หนุ่มตอบ  “หน้าหรือดอกไม้ไม้ใหญ่บานเปิ่งเขิ่งนั่นอ้าย”  หน้าหรือดอกไม้ที่ใหญ่บานนะพี่  สาวถามหนุ่ม “บานเปิ่งเขิ่งเทิงดอกไม้เทิงหน้า เทิงบั้นท้านนั่นหละ”  บานกระทั่งดอกไม้ ใบหน้าและบั้นท้ายนั่นแหละ  หนุ่มตอบ “ บ่เว้านำอ้ายอีกหละหนีก่อน ให้เบิ่งแต่หน้าเป็นหยังจั่งเบิ่งฮอดบั้นท้ายเขา”  ไม่พูดกับพี่อีกแล้วหนีก่อน ให้ดูเฉพาะหน้าทำไมดูบั้นท้ายเขาด้วย   สาวพูดพร้อมแสดงท่าขวยเขิน ลุกไปหยิบหาบสัมภาระออกเดินออกจากเถียงนาไป  ปล่อยให้หนุ่มนั่งอมยิ้มมองบั้นท้ายที่ผึ่งผายของสาวน้อยที่เดินจากไป  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “นักปราชญ์ย่อมสร้างโอกาส  มากกว่ารอโอกาส” สวัสดีครับมาพบกันสัปดาห์นี้ก็เริ่มพุทธศักราชใหม่กันแล้วนะครับ จากปี 2554 ก็เป็นปี 2555 ก็ขอให้ทุกท่านลองสำรวจตัวเองดูนะว่าหนึ่งปีผ่านไปเราได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตของเราและสำหรับคนที่เรารักไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ที่มีพระคุณต่อเรามากล้นที่จะลืมไม่ได้ก็คือผู้บังเกิดเกล้าพ่อแม่ของเรา  หากพบว่ายังบกพร่องก็ควรตั้งใจแก้ไขใหม่ในช่วงเปลี่ยน พ.ศ.ใหม่กันก็ได้นะครับ ก็ขออำนวยอวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข สมปรารถนาตามที่ประสงค์ทุกประการตลอดปีและตลอดไปกันครับ

        มาคราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากเช่นเคยครับ   กับคำว่า “หัวซา”

       คำว่า “หัวซา”  เป็นคำที่บอกถึงลักษณะของคนคนหนึ่งที่จะมีความรู้กับคนอีกคนหนึ่ง  หมายถึง  ถือสา,ใส่ใจ,สนใจ,เห็นอยู่ในสายตา,เอาใจใส่,ให้ความสำคัญ, บางที่ใช้คำว่า “ซา” อย่างเดียวก็มี  อาทิ  หนุ่มคนหนึ่งอกหักมานั่งกินเหล้าอยู่คนเดียว มีคนรู้จักเข้ามาทักก็พูดประชดตนเองออกไปว่า “อย่าซาเฮาเถาะ เฮามันคนบ่ดี” หรืออย่ามา หัวซาเฮาเถาะปล่อยให้มันตายสา อย่างนี้

          ท้องนาฟ้าสางในยามเช้า ยามหน้าหนาวหมอกลงหนามองไปที่ใดก็ไม่ชัด มองเห็นเป็นเงาสลัวๆ  ยินเสียงนกร้องเซ็งแซ่สำรวจสมาชิกในฝูงเตรียมบินออกหากินในยามเช้าตรู่   หนุ่มนาลุกจากที่นอนลงนอนรดน้ำแปลงผักที่ปลูกไว้ข้างเถียงนา และใช้เคียวเกี่ยวตอซังข้าวนำมากองรวมกันไว้เตรียมที่จะทำแปลงปลูกเห็ดฟาง   ก้มเงยขึ้นลงเป็นจังหวะพอเกี่ยวได้เต็มกำก็เงยหน้าขึ้นนำตอซังข้าวไปวางรวมกัน  ก่อนหยุดพักมานั่งที่ขอนไม้ข้างเถียงนา  มองดูดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนขึ้นจากขอบฟ้าส่องแสงลอดแนวไม้ ส่งประกายแสงพุ่งขึ้เป็นแฉกๆทาทับท้องฟ้าสีครามองดูธรรมชาติสร้างสรรค์แต่งแต้มได้สวยงามยิ่ง

          สาวน้อยบ้านทุ่งเดินมาข้างเถียงน้อยวางหาบแวะเข้าไปหาหนุ่มเหมือนทุกครั้งที่มา”อ้ายมานั่งหลบอี่หยังอยู่นี่ น้องหาบ่เห็น”  พี่มานั่งหลบอะไรอยู่ที่นี่ น้องมองหาไม่พบ สาวถามหนุ่ม “อ้ายมานั่งเบิ่งอี่ตาเวนมันลอยขึ้นท้องฟ้า  แล้วกะฝันหว่ายามได๋จั่งสิได้สาวงามานั่งข้างเป็นหมู่จักเถื่อ”  พี่มานั่งดูดวงอาทิตย์ลอยขึ้นท้องฟ้า  แล้วฝันว่าเมื่อไรจะได้สาวสวยมานั่งเคียงข้างสักที  หนุ่มตอบ   “ฝันไปโหลด  นั่งอยู่ขอนไม้เหมิดปีกะบ่มีไผมาหัวซาดอก  บ่บอกพ่อแม่ไปขอเขาจักเถื่อ” ฝันไปเลย นั่งอยู่บนขอนไม้ทั้งปีก็ไม่มีใครสนใจหรอก ไม่บอกให้พ่อแม่ไปสู่ขอเขาสักที สาวพูด  “สิไปขอจั่งได๋  เงินกะบ่มี ผู้สาวกะจักมักบ่มัก มายามได๋หย่างกายอยู่เรื่อยๆ”  จะไปสู่ขออย่างไรล่ะ เงินก็ไม่มี สาวก็ไมรู้ว่ารักหรือไม่รักมาทีใดก็เดินผ่านหนีไป  หนุ่มตอบ  “ นั่งฝันอยู่ผู้เดียวนั่นเถาะ เถื่อหว่าสิมีผีมาหัวซา ไปล่ะ”    นั่งฝันอยู่คนเดียวปเถอะ บางทีอาจจะมีผีมาสนใจบ้าง ไปล่ะ  สาวพูดพร้อมค้อนหนุ่มเดินไปหยิยหาบเดินออกไปอย่างไม่เหลียวหลัง   “มาหัวซาอ้ายแหน่ ชาติอ้ายมักเจ้าผู้เดียวได๋น้องหล่า”   มาสนใจพี่หน่อย ชาตินี้พี่รักแต่น้องเพียงคนเดียว  หนุ่มตะโกนไล่หลังสาวไป แต่สาวเดินลิ่วไม่ยอมหันกลับมามอง  หนุ่มนามองตามหลังอมยิ้มขำสาวบ้านทุ่งที่ทำทีเป็นโกรธเดินกระฟัดกระเฟียดไปตามคันนา  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

     “สิ่งที่ทำไปแล้วไม่สามารถเอานำกลับคืนไม่ได้   ต้องพินิจพิจารณาก่อนที่จะลงมือทำ” สวัสดีครับสัปดาห์นี้ก็กลับมาพบกันอีกครั้ง  สถานการณ์น้ำท่วมเมืองหลวงตามที่ดูข่าวก็เป็นไปในทางที่ดี  น้ำลดลงแต่ก็ทิ้งความเสียหายให้กับญาติเพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้ร่วมประเทศชาติ ก็ขอเป็นกำลังใจนะครับ  คนอีสานบางคนที่หลบน้ำท่วมกลับมาอยู่บ้านก็พากันทยอยกลับลงเมืองหลวง แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากผลกระทบจากน้ำก็ขอให้ปรับตัวอยู่บ้านสักพักก่อนนะครับ เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยก็ค่อยกลับไปเป็นคนกรุงเทพฯกันต่อครับ....ก็ช่วยเหลือดูแลกันไป....

     มาพบกันก็เหมือนเดิมนำคำอีสานมาฝาก   มารู้จักกับคำว่า “แค้วแน้ว”

    “แค้วแน้ว” เป็นคำที่ใช้บอกลักษณะของสิ่งที่เล็กยาวและเหยียดไป   หมายถึงลักษณะของการเหยียดยาวออกไปของสิ่งที่มีขนาดเล็ก  อาทิ  คนที่มีร่างเล็กนอนเหยียดยาวไม่รู้สึกตัว  ก็จะบอกว่า  นอนเหยียดเฮ็ดแค้วแน้ว   หากเป็นที่สิ่งที่มีขนาดใหญ่ก็จะบอกว่า ยืดเฮ็ด”ค้าวน้าว”

       ลมเย็นพัดผ่านเข้ามาตามรอยช่องของฝาไม้ไผ่ขัดแตะของกระท่อมเป็นระยะ  ทำให้คนที่นอนขดตัวอยู่ในเถียงนาหนาวเย็นยะเยือก   เสียงนกเค้าแมวร้องอยู่บนต้นไม้    สลับกับเสียงนกกระปูด และมีเสียงไก่ขัน บ่งบอกถึงเวลาใกล้จะถึงรุ่งเช้า   หนุ่มน้อยบ้านนาสะบัดผ้าห่มคลุมหัว ขดตัวข่มตาให้หลับ  แต่ความหนาวเหน็บในวันนี้ไม่สามารถจะทำให้หนุ่มข่มตาให้หลับลงได้  จึงตัดสินใจลงมาข้างเถียงนา  เดินไปรอบเถียงเก็บเอากิ่งไม้มารวมกันก่อกองไฟแล้วนั่งใช้มืออังกองไฟเพื่อความหนาวออกจากร่างกาย  มองไปทางทิศตะวันออกเห็นขอบฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ  กลลายเป็นสีแดงเรื่อๆแล้วค่อยกลายเป็นสีทอง พร้อมกับมองเห็นขอบของดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาทีละนิดที่ละนิดจนมองเห็นเป็นดวงกลมโต  เสียงนกเอี้ยงร้องอยู่บนกิ่งไม้พร้อมบินออกไปจับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ   เหล่านกกาต่างก็บินผ่านดวงอาทิตย์มองเห็นจุดสีดำๆผ่านไปตัวแล้วตัวเล่า....ช่างเหมือนกับภาพเขียนของจิตรกรที่ระบายสีลงไปในผืนผ้าใบแต่นี่มันเป็นสีที่ธรรมชาติแต้มเติมลงในชีวิตที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ   พอความอบอุ่นของร่างมีเพียงพอแล้วหนุ่มเตรียมลงมือทำงานในตอนเช้าโดยเอาตอกมัดข้าวมัดที่เอวเดินลงทุ่งนาหยิบฟ่อนข้าวไปเรื่อยฟ่อนแล้วฟ่อนเล่าเอาเอามัดตั้งชนกันไว้เป็นจุดๆเพื่อเตรียมเข้ารวมเก็บเป็นกองไว้นวดต่อไป

      สาวน้อยบ้านทุ่ง  ใช้ผ้าคลุมปิดหน้าเหลือไว้เฉพาะลูกตาเพื่อมองดูทางเดิน สวมทับด้วยหมวกปิกดันแดด  สวมเสื้อแขนยาวสีดำ นุ่งผ้าถุงหาบตะกร้าอาหารเดินลัดเลาะไปตามคันนา  จมูกได้กลิ่นของซังข้าวผสมกับผักหอมที่เกิดขึ้นในทุ่งนา อาทิ ดอกผักขะแหยง  หอมไม่แพ้กับน้ำหอมราคาแพงของต่างประเทศทำให้สดชื่นมากขึ้น   ใกล้เถียงนาของหนุ่มน้อยบ้านนามองขึ้นไปไม่เห็นหนุ่ม พอมองลงไปที่ทุ่งก็เห็นหนุ่มก้มๆเงยๆยกฟ่อนเข้ามัดเดินไปเรื่อยๆในท้องมุ่ง  สาวน้อยเดินไปที่ถียงนาวางหาบลง  แล้วเดินลงไปหาหนุ่มน้อยบ้านนา  “อ้าย...มัดได้หลายปานใดล่ะอ้าย”  พี่ได้มากเท่าไรล่ะพี่   สาวถามหนุ่มขึ้น “กำลังมัดได้ร้อยกว่ามัดนี่ล่ะ”  กำลังมัดได้ร้อยกว่านี่แหละ  หนุ่มตอบพร้อมยืดตัวขึ้นพูดกับสาว “เซาซะก่อนอ้าย...น้องได้ข้าวโคดปิ้งมาให้กิน”  หยุดก่อนพี่  น้องได้ข้าวโพดปิ้งมาฝาก  สาวพูดขึ้น  “เดี๋ยว...อ้ายมัดฟ่อนนี้แล้วก่อน” เดี๋ยวพี่มัดฟ่อนนี่ก่อน  หนุ่มพูดพร้อมเดินไปมัดฟ่อนข้าว เสร็จแล้วก็มานั่งที่ขอนไม้ที่วางในคันนาเคียงกับสาว “อ้าย..แซบขนาดได๋...ข้างโคดปิ้งของน้อง”   พี่อร่อยนะข้าวโพดปิ้งของน้อง  สาวยื่นฟักข้าวโพดให้กับหนุ่ม   “แซบอี่อี่หลีตั่วนิ ปิ้งเอาอีหยังใส่”  อร่อยจริงๆนะนี่ ปิ้งเอาอะไรใส่   หนุ่มตอบพร้อมกัดและเคี้ยวเม็ดข้าวโพด “เอาหัวใจใส่นำตี้มันจั่งแซบ” อาหัวใจใส่ด้วยนะสิ  สาวพูดขึ้นทำตาหวานใส่หนุ่ม หนุ่มรับรับ...สาวทำทีเขินพูดขึ้นว่า “ข้าวโคดพ่อซื้อมาจากตลาดไปเยี่ยมลูกชาย ป้าบุญข้างบ้านที่โรงพยาบาล”   ข้าวโพดพ่อซื้อมาจากตลาดไปเยี่ยมลูกป้าบุญที่โรงพยาบาล   สาวพูดแก้เขิน “เป็นหยังล่ะ จั่งได้ไปโรงพยาบาล”  เป็นอะไรละจึงได้ไปนอนโรงพยาบาลล่ะ  หนุ่มถามขึ้น  “รถมอเตอร์ไซด์ล้มมื้อแลงวานนี้” รถมอร์เตอร์ไซด์พลิกคว่ำเมื่อตอนเย็นวานนี้  สาวบอก  “เจ็บแฮงแท้บ้อ”  บาดเจ็บมากไหม  หนุ่มถาม  “หยังบ่ฮู้สึกโตเลย คนเขาเห็นบอกหว่า รถล้มลงนอนเหยียดแค้วแน้ว อยู่ข้างทาง” ยังไม่รู้สึกตัวเลย คนที่เขาเห็นเขาบอกว่าตอนที่รถล้มลง นอนเหยีดไม่รู้ตัวอยู่ข้างถนน  สาวตอบ  “ให้ลูกขี่รถมอเตอร์ไซด์แต่น้อยเอ่าเหลือ  ลูกเฮายังน้อยๆส่ำนี่อ้ายสิบ่ทันให้ขี่ดอก”  ให้ลูกขี่รถมอร์เตอร์ไซด์แต่เล็กเกินไป  ลูกเรายังเล็กขนาดนี่พี่จะยังไม่ให้ขับหรอก  หนุ่ม   “ ลูกเพิ่นกับไผบ่ฮู้นำเด้อ บ่เว้านำแล้ว”  ลูกพี่กับใครล่ะ ไม่รู้ด้วยนะ สาวตอบพร้อมทำตาค้อนหนุ่มแล้วลุกขึ้นเดินขึ้นไปเถียงหยิบหาบขึ้นบ่าเดินลัดเลาะไปตามคันนา หันลงมาค้อนใส่หนุ่มอีกหลบ  ปล่อยให้หนุ่มนั่งอมยิ้มมองไล่หล้งสาวไปจนสุดลูกตา คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

หมากกล้วยน้อยผลไม้ป่าอีสาน

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

            “ผู้ที่ไม่หวังว่าจะชนะ ย่อมพ่ายแพ้ไปแล้ว”  สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งก็ยังได้รับข่าวความเดือดร้อนของพี่น้องร่วมชาติที่เกิดจากอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ช่วงนี้ก็ได้ข่าวว่าน้ำเริ่มจะลดลงแล้วในบางพื้นที่ก็ขอแสดงความดีใจกับพี่น้องที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น ไม่นานก็คงจะเข้าสู่ภาวะปกติ ก็ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการช่วยเหลือกันในยามขับคันอย่างนี้ แต่ก็มีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่รู้จักความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมประเทศคอยแต่จ้องจะให้ความเดือดร้อนเป็นเครื่องในการหาทรัพย์สินให้กับตนเอง  ถือว่าแย่ที่สุดนะครับ

              พบกันในสัปดาห์นี้ก็นำเอาคำอีสานมาฝากดังเคย   ด้วยคำว่า “เมบเจบเพบ”

“เมบเจลเพบ”  เป็นคำที่บอกถึงลักษณะของคนที่นอนคว่ำหน้า   หรือคนที่ล้มฟุบคว่ำหน้าลงพื้นแบบไม่เป็นท่า   คนที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นก็จะบอกว่า “บ้ได้ไปไสบ้อจั่งนอนเมบเจบเพบอยู่แต่เฮือน”  นอนเมบ คือลักษณะการนอนคว่ำหน้าลงพื้น

             ยามเช้าลมเย็นพัดมาเอื่อยๆเหล่านกกาบินออกจากรังส่งเสียงร้องดังไปทั่วท้องทุ่งนา  ทุ่งนาสีเหลืองทองเต็มไปด้วยต้นข้าวที่สุกเหลือง ยืนต้นเรียงรายกันไปมองดูคล้ายกับพรมสีเหลือปูไปทั่วทุ่งนา   หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่เดินลงไปท้องทุ่งเก็บมัดข้าวที่มัดเอาไว้ในตอนค่ำที่ผ่านมานำมากองรวมกันเอาไว้ในคันนา  จนเสร็จจึงขึ้นมานั่งพักอยู่ที่ขอนไม้หน้าเถียงนาน้อย มองดูดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนตัวและเปลี่ยนสีแสงจ้าขึ้นเรื่อยๆพร้อมเปล่งรัศมีแห่งความร้อนลงสู่พื้นดิน

            สาวน้อยบ้านทุ่งก็เดินมุ่งสู่ท้องทุ่งด้วยสัมภาระมากมายในหาบที่อยู่บนบ่าเดินลัดเลาะไปตามค้นนา ท่ามกลางความหอมกรุ่นของต้นข้าวที่สุกเหลืองตามทางที่ผ่าน ช่างสุขเสียนี่กระไร  เดินไปถึงเถียงนาน้อยของหนุ่มก็วางหาบหาบสัมภาระเดินขึ้นไปหาหนุ่มที่กำลังนั่งมองลงไปท้องทุ่ง “อ้าย เจ้าแนมเบิ่งอีหยัง คือเบิ่งคักเอ่าแท้”  พี่..มองดูอะไร ทำไมถึงได้ดูอย่างไม่กระพริบตาอย่างนั้น”  “อ้ายแนมเบิ่งฝูงนกมันพากันเฮ็ดหยังบินขึ้นบินลง อยู่ริมหนองน้ำ”  อ้ายมองดูฝูงนกมันพากันทำอะไรพลัดก้นบินขึ้นลงอยู่ริมหนองน้ำโน้น  หนุ่มตอบ   สาวน้อยเดินไปนั่งเคียงข้างหนุ่ม “อ้าย..นอนอยู่ถ่งเย็นบ่  น้องนอนอยู่บ้านลมเย็นมากเลย”  พี่นอนอยู่ทุ่งนาเย็นไหม น้องนอนอยู่บ้านลมเย็นมากเลย สาวเอ่ยขึ้น  “เย็นแฮงขนาด ลมพัดแฮง เป็นจั่งซี้ต้องได้หาผ้าห่มใหม่แล้วล่ะ”  เย็นมากเลยลมก็พัดแรง เป็นอย่างนี้ต้องได้หาผ้าห่มใหม่แล้วหละ  หนุ่มตอบ “นั่นเดผ้าห่มมีตั้งหลายผืน สิหามาหยังอีก”  นั่นไงผ้าห่มมีตั้งหลายผืนจะมาทำอะไรอีก  สาวตอบ “ผ้าห่มพวกนี้มันห่มบ่อุ่น  บ่คือผ้าห่มกาคนดอก”  ผ้าพวกนี้มันห่มไม่สามารถจะคลายหนาวได้ ไม่เหมือนผ้าห่มตราคน   หนุ่มตอบสาว  “มีขายอยู่ไสละผ้าห่มกาคนนั้นนะ”   มีขายที่ไหนละผ้าห่มตราคนนะ  สาวตอบ “อยู่ใกล้นี่หละ  แต่ย่านแต่ราคามันแพง” อยู่ใกล้ๆนี่ละแต่ราคามันแพงเลย  หนุ่มตอบ “แพงกะซื้อเป็นหยัง คันมันห่มดีปานนั้น” แพงก็ซื้อสิ ถ้าหากว่ามันห่มดีขนาดนั้น สาวพูดขึ้น  “เอาเงินขายข้าวไปซื้อผ้าห่มเหมิด บ่มีหยังกินสิบ่เมบเจบเพบบ้อ”   เอาเงินที่ขายข้าวได้ไปซื้อผ้าห่มหมดแล้วไม่มีอะไรกินจะไม่ล้มคว่ำไม่เป็นท่าหรือ หนุ่มตอบ “กะแบ่งซื้อเอานั่นละนอ จะจนหมดกะส่อยบ่ได้”  ก็แบ่งซื้อเอาสิ จะซื้อจนหมดก็ช่วยไม่ได้ สาวตอบพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปหยิบหาบเดินออกไปหันหน้ามาค้อนหนุ่ม “บอกพ่อเฒ่าอย่าให้ขายผ้าห่มราคาแพงหลายเดอ  อ้ายจั่งสิบ่เมบเจบเพบ” บอกพ่อตาอย่าขายผ้าห่มราคาแพงสิ พี่จึงจะไม่นอนคว่ำหน้าอย่างไม่เป็นท่า หนุ่มร้องตามหลังสาวที่ก้าวเท้าเดินไปตามคันนา  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ....

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ผู้ที่ไม่รู้จักพอ  ก็เท่ากับว่าผู้นั้นไม่มีอะไรเลย”  สวัสดีครับ  สัปดาห์นี้ภาวะน้ำท่วมยังไม่มีวี่แววว่าจะลด ฝนก็ตกลงมาแทบจะทุกวัน น้ำก็ไม่มีวันว่าจะลด ทั้งน้ำฝนและน้ำจากเขื่อนที่ระบายน้ำออก สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวไทยหลายแห่ง  สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ทิศทางของน้ำถูกมนุษย์ดัดแปลงทิศทางน้ำเดิมถูกถมเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์เมื่อน้ำไม่มีทางไปก็ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาผู้คน  ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมชาติที่ประสบชะตากรรมน้ำท่วมให้สู้ต่อไป  และให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว  เกิดเป็นคนก็ต้องสู้ละครับ หากไม่สู้ก็ไม่มีวันชนะใช่ไหมละครับ

          พบกันในสัปดาห์นี้ก็นำคำอีสานมาฝากเช่นเดิมด้วยคำว่า “บืน”

           บืน   เป็นคำที่บอกลักษณะการออกแรงเพื่อให้ผ่านพ้นสิ่งที่เป็นอุปสรรคกีดขวางทางไม่ให้ผ่านไปได้  ตัวอย่าง เดินมาแล้วมาพบกับโคลนตมลึกไม่มีทางใดจะหลีกไปได้ก็จำเป็นต้องลงไปลุยโคลนจนผ่านพ้นไปได้ก็จะบอกว่า “กั่วสิมาได้บืนล้มบืนตาย”   บืนจึงหมายถึง   ตะเกียกตะกาย,กระเสือกกระสนดิ้นรน,ล้มลุกคลุกคลาน,ออกแรง, ปีนป่ายด้วยความยากลำบาก อาทิ ปลาที่ต้องการจะไปในที่มีน้ำมากกว่าเดิมก็กระโดดขึ้นบกแล้วเลื้อยไปบนบกก็จะบอกว่า ปลาบืนบก หรือปลาบืน

          เช้าวันนี้มีฝนตกพรำๆลมพัดมาแต่ละครั้งช่างหนาวเย็นยิ่งนัก   ใบข้าวสีเขียวลู่ไปตามแรงลม  เม็ดฝนเป็นละอองฝอยสีขาวปลิวทั่วท้องทุ่ง เสียงเม็ดฝนที่ค้างอยู่ตามใบไม้ร่วงลงถูกใบไม้แห้งเสียงดังป๊อกๆมาเป็นระยะ พอลมพัดดังกราวลงพร้อมกันสนั่นไปทั่วช่างเหมือนกับเสียงดนตรีที่มีเสียงแผ่วและหนักแน่นเป็นจังหวะ แต่นี่เป็นเสียงดนตรีธรรมชาติก็มีสุขกับผู้ได้ฟังยิ่งนัก   หนุ่มน้อยบ้านนาอดไม่ได้หยิบเอาพิณที่ห้อยอยู่ข้างฝาเถียงมาดีดลายปู่ป๊ะหลาน และตามด้วยลายสุดสะแนน ไปถึงลายลำเพลินดังกล่อมทุ่งอย่างเป็นสุข  คละเคล้ากับเสียงนกในยามเช้าที่ส่งเสียงบินออกหากิน  บนท้องฟ้าเห็นหมู่นกบินจับกันเป็นฝูงใหญ่ผ่านเถียงนาไป ช่างเข้ากับจังหวะพิณยิ่งนัก

          ละอองเม็ดฝนโปรยปรายเป็นฝอยลอยมากระทบใบหน้า   สาวน้อยบ้านทุ่งใช้ผ้าปกคลุมหัวเหลือไว้เฉพาะใบหน้า  พันร่างกายด้วยเสื้อกันฝน หาบสัมภาระอาหารการกินเดินออกจาบ้านสู่ท้องทุ่ง  เดินลัดเลาะมาตามคันนา เห็นต้นข้าวกำลังออกรวงมีละอองเกสรสีขาวเกาะอยู่ตามรวงข้าว ส่งกลิ่นหอมอบอวนไปทั่วท้องทุ่ง อีกหน่อยก็จะกลายเป็นเม็ดข้าวสีเขียวแล้วก็กลายเป็นสีเหลืองเพื่อให้เก็บเกี่ยวไปขายหรือเอาไว้เป็นอาหารของชาวนา   เดินเข้าไปใกล้เถียงนาได้ยินเสียงพิณหนุ่มแว่วมาเสียงแว่วมาตามสายลมที่หนักทีเบาสลับกันเป็นจังหวะมากระทบหูแล้วส่งผ่านไปในจิตสำนึกทำให้ขนลุกซู่ น้ำตาไหลด้วยความไพเราะของเสียงพิณ

         พอเข้าใกล้เถียงนามองไปเห็นหนุ่มน้อยบ้านทุ่งนั่งพิงเสาดีดพิณละอองฝนหล่นลงปรอยๆเป็นฝอย   สาวน้อยจึงเดินเข้าไปใกล้วางหาบลงแล้วเดินขึ้นไปบนเถียงนา “อ้ายฝนตกไปไสบ่ได้บ๊อจั่งมานั่งดีดซุงอยู่นี่”  พี่ฝนตกไปไหนไม่ได้ใช่ไหมจึงมานั่งดีดพิณอู่ตรงนี้   สาวถามหนุ่ม  “แหม่นแล้ว  อ้ายดีดซุงกล่อมถ่ง กล่อมนก ยามเช้า”  พี่ดีดพิณกล่อมทุ่งนา นก ยามเช้า  หนุ่มตอบ   “อ้ายน้องหว่าลมอ่วยสิเข้าหน้าหนาวแล้วได๋นอ”   พี่น้องว่าลมเปลี่ยนทิศใกล้จะถึงหน้าหนาวแล้วนะ   สาวพูดกับหนุ่ม “อ้ายกะหว่าจั่งซั้นละ  หน้าหนาวอยากมีผู้มานอนนำจั่งสิอุ่น”  พี่ก็ว่าอย่างนั่นแหละ  หนาหนาวอยากมีคนมานอนด้วยจึงจะหายหนาว  หนุ่มพูดขึ้น  “อยากมีกะฟ้าวไปขอผู้สาวติละ”   อยากจะมีก็ไปขอสาวสิ   สาวพูดขึ้น “สิให้อ้ายไปขอไผละ   ค่าดองแพงบ่มีปัญญาแต่งดอก”   จะให้พี่ไปขอใครละค่าสินสอดแพงไม่มีปัญญาแต่งหรอก    หนุ่มตอบ  “คั้นอยากได้แท้ๆแพงปานได๋กะบืนใสตั๊ว สิอยากได้สื่อๆนั่นบ๊อ”    ถ้าอยากได้จริงๆแพงขนาดไหนก็ต้องดิ้นรนหาสิ  อยากจะได้ฟรีๆอย่างนั่นหรือ  สาวตอบ  “บืนหลายหน้าเอิกกะแตกได๋    เอากันแล้วลำบากหาเงินใช้หนี้ยามได๋สิตั้งโตได้จักเถื่อ”   ปีนป่ายมากนักอกก็แตกเป็นแผลนะ  พอแต่งงานกันแล้วต้องพากันใช้หนี้เมื่อไรจะเป็นหลักเป็นฐานได้ละ หนุ่มตอบ “คั้นจั่งซั้นกะนอนหนาวอยู่นี่ละ”  ถ้าอย่างนั่นก็นอนหนาวอยู่คนเดียวนี่ละ ไปละนะ    สาวพูด พร้อมกับลุกออกเดินไป ปล่อยให้หนุ่มนั่งอมยิ้มมองตามสาว สาวหันกลับมาค้นสองตลบแล้วเดินจากไปตามคันนา   คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ผู้ที่ไม่หวังว่าจะชนะ  ย่อมพ่ายแพ้ไปแล้ว”  สวัสดีครับ  สัปดาห์นี้มาพบกันท่ามกลางบรรยากาศของฟ้าฝนกระหน่ำซ้ำเติมชาวไทยให้ได้รับความเดือดร้อน น้ำท่วมบ้านเรือนไร่นาเสียหายกัน   บางคนถึงกับเสียชีวิต ความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์พวกเราชาวเมืองพุทธก็นิ่งดูดายไม่ได้ก็ให้การช่วยเหลือกันไปตามที่จะช่วยกันได้    ตนเองเท่านั้นแหละจะเป็นที่พึ่งทีดีสำหรับตน  คนอื่นก็ช่วยได้เพียงชี่วครั้งคราวเท่านั้น   สถานการณ์การเมืองก็ยังไม่นิ่ง มัวแต่เถียงกันเรื่องผลประโยชน์ตนเป็นหลัก ไม่ได้มองว่าจะพัฒนาอย่างไรจะให้ประชาชนอยู่เป็นสุข ก็ให้ใช้หลักเหตุผลดำรงตนให้มั่นอย่าฟังเสียงข้างใดข้างหนึ่งให้มากจนกลายเป็นเครื่องมือไปก็แล้วกัน  นั่นคือการเมืองว่ากันไป 

          ก็เหมือนเคยมาพบกันก็นำคำอีสานมาฝากด้วยคำว่า “ฮี่”

           ฮี่   เป็นคำที่บอกลักษณะที่เอาวัสดุไม่ว่าจะเป็นผ้าหรืออะไรที่สามารถนำมาห่อหุ้มปกปิดสิ่งของเอาไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น  มักจะใช้รวมกันว่า “เมี่ยนมัดอัดฮี่”   ฮี่ จึงหมายถึง ปกปิด  ปก ปิด ห่อหุ้ม  คลอบ คลุม  ระวังรักษาไม่ให้คนอื่นมาเอาไปได้  อาทิ นำผ้ามาคลุมหัวคลุมหน้าไม่ได้คนเห็น ก็จะว่า “ฮี่หน้าฮี่ตา”

           รุ่งเช้าของวันนี้มีควันหมอกปกคลุมอยู่ทั่วท้องทุ่ง ลมพัดกรรโชกมาเป็นระยะ แมงมุมตัวเล็กๆชักใยอยู่บนใบของต้นข้าว  น้ำค้างที่ติดอยู่บนใบข้าวสีเขียวส่องแสงวาววับเมื่อต้องกับแสงแดดอ่อนๆในรุ่งสาง  ช่วงนี้บ่งบอกถึงช่วงปลายฝนต้นหนาว   หนุ่มน้อยบ้านนาลุกขึ้นจากที่นอนมานั่งมองดูต้นข้าวที่มีสีเขียวปูลาดไปตามท้องทุ่งดุจพรมที่ปูลาดให้กับทุ่งนา กลิ่นหอมของข้าวลอยมากระทบจมูกเป็นระยะๆสร้างความสดชื่นยิ่งนัก   คนที่ดิ้นรนอยากได้นั่นอยากได้นี่มากมายจนเกินความจำเป็นในการดำรงตนนั้นโง่หรือฉลาด คนก็มีชีวิตอยู่แค่ดำรงตนให้พ้นไปในแต่ละวันด้วยปัจจัย 4 เท่านั้น ก็เป็นสุขแล้ว คนนี่ทุกข์เพราะความอยากจนเกินความจำเป็น   การดำรงตนก็คือไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองก็ถือว่าสุขแล้ว   หนุ่มน้อยนั่งมองดูท้องฟ้า คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย   หูแว่วได้ยินเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วแข่งกันในยามเช้า

           ที่ฟากหนึ่งของท้องทุ่งสาวน้อยบ้านทุ่งก็มุ่งที่จะลงนา เพื่อทำภารกิจประจำวันในดำรงชีวิต  สาวน้อยหาบสัมภาระอาหารเดินมาตามคันนา กบเขียดที่อาศัยในคันนากระโดดลงน้ำดังจ๋อมแจ๋มเมื่อเท้าของสาวน้อยวางลงกระทบกับพื้นดินยามก้าวเดิน  เหมือนเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติปั้นแต่งมาให้   สาวน้อยเดินสูดลมหายใจรับเอากลิ่นของต้นข้าวเข้าสู่ปอดเต็มที่  ข้าวบางต้นเริ่มตั้งท้อง บางต้นก็แตกรวงออกดอกสีขาวแมลงบินว่อนเก็บละอองเกสรของรวงข้าว    เดินมาใกล้เถียงนาน้อยซึ่งเป็นที่อยู่หลับนอนของหนุ่มน้อยบ้านนา  สาวสอดส่ายสายขึ้นไปบนเถียงนาเห็นหนุ่มเหม่ออยู่คนเดียว  ก็ค่อยๆย่องเข้าไปใกล้  “จ๊ะเอ๋ ........ เป็นหยังจั่งนั่งใจลอย”   เป็นอะไรจึงนั่งใจลอย  สาวร้องทักหนุ่ม   หนุ่มน้อยสะดุ้ง “นั่งคึดฮอดชีวิตในอนาคตว่าสิเป็นจั่งได๋”   นั่งคิดถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร  หนุ่มตอบ   “ฮั่นแน่  มักผู้สาวแฮงละตี้นี่ สาวบ้านได๋นอจั่งมาเฮ็ดให้หนุ่มนาใจลอยคึดหลายปานนี้”   นั่นแน่  รักสาวมากละชิ  สาวบ้านใดนะมาทำให้หนุ่มนาคิดมากใจลอยขนาดนี้  สาวน้อยพูดขึ้น  “บ่มีสาวได๋ดอกนอกจากสาวน้อยบ้านถ่งผู้เดียว”  ไม่มีสาวใดดอกนอกจากสาวบ้านทุ่งคนเดียวนี่แหละ  หนุ่มพูดขึ้น     สาวได้ฟังแสดงอาการขัดเขิน  ยื่นไปทุบที่หลังหนุ่มเบาๆสองที   สิไปไปปุ้นบ้านได๋ละหล่าจั่งฮี่หน้าฮี่ตาแบบนี่”   จะไปปล้นไปไหนละจึงปิดปน้าปิดตาขนาดนี้  หนุ่มถามสาวน้อย “ บ่ไปปุ้นไสดอก  ลมพัดมันหนาว ย่านดำผู้บ่าวสิบ่มักเลยปิดเอาไว้”  ไม่ได้ไปปล้นบ้านใดดอก ลมพัดหนาว กลัวหน้าดำหนุ่มจะไม่รักเลยปิดเอาไว้  สาวตอบ “ ดำกะมักอยู่  ดำกะดำงาม” ดำก็รักอยู่ดำก็ดำสวย   หนุ่มตอบ   สาวน้อยมีอาการเขินยื่นมือไปบิดที่แขนหนุ่ม  “บ่เว้านำดอกสวยแล้ว ไปล่ะ”   ไม่พูดด้วยแล้ว สายมากแล้วไปละ    สาวเดินออกจากเถียงนาน้อยไปตามคันนา   “ย่างดีๆเดอ ระวังโตลอยตกคันนาได๋” เดินดีๆนะ ระวังตัวลอยตกตันนานะ  หนุ่มร้องตามหลัง  “ตกกะเป็นย้อนอ้ายนั่นละมาย่องข่อย”   ตกก็เป็นเพราะพี่นั่นแหละมาชมน้อง  สาวหันมาค้อนส่งเสียงตอบกลับมา  หนุ่มองตามอมยิ้มอยู่คนเดียว.  พบกันให่ครับคราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่เกิดจากความมั่งคั่งร่ำรวย” สวัสดีครับพบกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ฟ้าฝนก็ยังคงลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้แผ่นดินถิ่นอีสานเต็มไปด้วยน้ำ บางพื้นที่ก็ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำฝน  มันก็เป็นข้อคิดอย่างหนึ่งที่ว่าอะไรที่มันมากเกินไปก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้  อะไรก็ไม่ดีเท่าความพอดี   ยากจนมาก็ลำบาก ร่ำรวยมากก็ลำบากได้เช่นกัน   อะไรที่มันก่อให้เกิดสุขก็ขอให้ทุกท่านได้ตักตวงเอานะครับ  อย่ายึดติดกับสิ่งใดให้มันมาก ควรไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล ปล่อยวางมันซะบ้างแล้วจะเป็นสุขได้......ก็ว่ากันไปเช่นเดิมละ

         มาพบกันสัปดาห์นี้ก็นำคำอีสานมาฝากด้วยคำว่า  “จั่งไฮ”

         จั่งไฮ  เป็นคำที่บ่งบอกถึงลักษณะของคนที่มีความคิดแปลกไปจากคนอื่น   ทำในสิ่งที่คนคาดไม่ถึง  ทำแผลงๆ   ทำในสิ่งที่ไม่ดี  ทำผิดจารีตประเพณีขนบวัฒนธรรม  ทำในสิ่งที่คนไม่พอใจ  มักใช้ทางที่ไม่ดี   จัญไร ก็ว่า อาทิ คนจั่งไฮ   จั่งไฮเฮ็ด

         ยามเช้าทองฟ้ามืดครึ้มเช้า เม็ดฝนโปรยปรายมองเป็นละอองน้ำ ลมพัดกระโชกมาเป็นนระยะ ทำให้หนาวสะท้านเข้าสู่ผิวกาย  หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นลุกมาจากเถียงนาน้อย มองลงไปในท้องทุ่งนาเห็นต้นช้าวขึ้นเขียวเต็มทั่วท้องทุ่ง ใบเรียวแหลมเอนไหวไปตามแรงลม   เสียงกบเขียดร้องระงมไปทั่ว และมีเสียงกบร้องแอ๊บแอ๊บ แทรกขึ้นมาเพราะถูกงูรัดจะงับเข้าปาก  ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิตให้หลุดพ้นไปในแต่ละวัน  ทุกชีวิตเกิดมาเพื่อต่อสู้ สัตว์ตัวเล็กก็เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของสัตว์ที่ใหญ่กว่ามีพละกำลังมากกว่า หรือรวมไปถึงมีสติปัญญาที่มากกว่า  ดังนั้นในสังคมมนุษย์จึงได้มีหลักประเพณีวัฒนธรรม ระเบียบข้อบังคับ  คุณธรรม เพื่อเป็นหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

         สาวน้อยบ้านทุ่งมุ่งสู่ท้องทุ่งนาเพื่อต่อสู้กับการทำงานในท้องทุ่งนาเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิตให้คงอยู่ ด้วยการหอบหิ้วเอาสัมภาระหาบไว้บนบ่าเดินเลาะเรียบมาตามคันนาฝ่าสายฝนที่โปรยปลิวเป็นละออง  พอเดินมาใกล้เถียงนาน้อยของหนุ่มนา สิ่งแรกที่เคยได้ยินคือเสียงดนตรีอีสานอย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่ทำไมในวันนี้ไม่ได้ยินเสียงสิ่งนี้ละ สาวน้อยบ้านทุกงนึกอยู่ในใจ สายตามองไปที่ใจคิดถึงพร้อมสาวเท้าเข้าไปใกล้    เห็นหนุ่มน้อยบ้านนานั่งเหม่อมองท้องนาเอนพิงต้นเสาถียงนาอยู่  ค่อยๆย่องเข้าไปด้านหลังแล้ววางหาบสิ่งของลง  เดินไปเด็ดเอาต้นหญ้าที่คันนาแอบย่องเข้าไปใกล้ๆหนุ่มแล้วยื่นดอกหญ้าเข้าไปเขี่ยที่แก้มหนุ่มเบาๆแล้วรีบเอา    หนุ่มแปลกใจว่ามีอะไรมาสะกิด หันมามองหาแต่ไม่เจอเพราะสาวมุดหลบลงไปใต้ถุน  พอหนุ่มหันกลับสาวก็ทำอีกเช่นนี้อยู่หลายครั้ง  จนหนุ่มทนไม่ไหวลุกขึ้นยืนมองหา จึงเห็นสาวหลบอยู่ใต้พื้นเถียงนาก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน “มาดนละบ้อ  เฮ็ดหยังฮู้บ่อ้ายตกใจเหมิด”   มานานแล้วเหรอ ทำอะไรรู้ไหมพี่ตกใจหมดเลย    หนุ่มพูดกับสาว    สาวน้อยเดินขึ้นมานั่งเคียงข้างหนุ่มบนเถียงนา  “อ้ายเป็นหยังมื้อนี้คือบ่คือสู่ที่ผ่านมา”  พี่เป็นอะไรวันนี้จึงไม่ทำเหมือนทุกวันที่ผ่านมา   สาวถามหนุ่ม  “บ่คือจั่งได๋  อ้ายกะมีแขนมีขาคบคือเก่านั่นตั่ว” ไม่เหมือนเดิมอย่างไร พี่ก็มีแขนมีขาอยู่ครบไง  หนุ่มสาว    “บ่คือเก่าตั่ว  เป็นหยังคือจั่งไฮ บ่เป่าแคนหือว่าดีดซุง” ไม่เหมือนสิ ทำไมถึงทำแปลกไม่เป่าแคนหรือดีดพิณ   สาวตอบหนุ่ม   “อ้ายคึดฮอดผู้สาวแฮงเลยเป่าแคนหือดีดซุงบ่ได้” พี่คิดถึงสาวมากเลยเป่าแคนหรือดีดพิณไม่ได้   หนุ่มตอบ  “คึดฮอดไผ คือสิแฮงปานนั่น”  คิดถึงทำไมถึงจะมากถึงขนาดนั้น  สาวถาม “ผู้สาวผู้นั่งอยู่ใกล้นี่ละ “ หนุ่มตอบพร้อมกับหันหน้าทำท่าจะหอมแก้มสาวน้อย “ จั่งไฮหลาย อยู่ผู้เดียวซะเด้อ” พิลึกนัก อยู่คนเดียวนะ   พูดขึ้นพร้อมกับค้อนหนุ่มสองทีก่อนลุกเดินหนีลงเถียงนาหยิยหาบขึ้นบ่าเดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง   หนุ่มน้อยมองไล่หลังพร้อมกับอมยิ้มขำที่สาวทำทีโกรเดินกระฟัดกระเฟียดเดินส่ายสะโพกไปตามคันนาจนลับสาย    คราวหน้าพบกันใหม่นะครับ.

 

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “การมีความคิดมีเหตุผลทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกับสัตว์”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง สัปดาห์นี้เป็นช่วงที่มีรับบาลใหม่เข้ามาบริหารบ้านเมือง เป็นระยะที่ประชาชนกำลังจับตามองคณะผู้มีอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้เข้าไปเป็นตัวแทนว่าจะบริหารประเทศชาติไปในทิศทางใด จะยึดประโยชน์ของตนหรือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ต่างก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา พร้อมกับมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลกันวุ่นวายไปหมด สร้างความหวาดระแวงของคนในวงการปกครองกันพอสมควร ก็ว่ากันไปพวกเราประสาคนถูกปกครองก็ดิ้นรนกันไปตามวิถีชีวิต.....ก็ว่ากันไป.

           พอมาพบกันในราวนี้ก็นำคำอีสานมานำเสนอด้วยคำว่า “มะโหล่งโข่งเข่ง”

          “มะโหล่งโข่งเข่ง”   เป็นคำที่บอกถึงลักษณะสิ่งของที่วางระเกะระกะ ไม่เป็นระเบียบ  ไม่เข้ารูปเข้ารอย บิดเบี้ยว บุบบู้บี้ พังยับเสียหาย ยุ่ยี่ยับเยิน   อาทิ มีรถยนต์คันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุแล่นลงข้างถนนสภาพพังยับยู่ยี่ บิดเบี้ยวไม่มีชิ้นดีก็จะบอกว่า จอดเฮ็ดมะโหล่งโข่งอยู่ข้างทาง   ตะเหล่งเข่ง หรือ ตะเละเคะ ก็ว่า

         ท้องฟ้ายามเช้าตรู่พระอาทิตย์ทำหน้าที่ของมันเหมือนดังเช่นวันก่อน โผล่หน้าขึ้นมาที่ขอบฟ้า ส่องแสงมายังพื้นโลก ไล่ความมืดให้หายไปจากพื้นโลก  เหล่าสัตว์ พืชได้รับสงต่างก็ตื่นขึ้นจากการพักผ่อนในตอนกลางคืน นกอี้ส่งเสียงกันเจียวจาวเป็นการสำรวจเพื่อนร่วมรังว่ายังอยู่ครบถ้วนดีหรือไม่ ขอให้พร้อมที่จะออกไปทำภารกิจ หาเหยื่อเพื่อเลี้ยงชีวิตให้รอพ้นไปอีกหนึ่งช่วงของเวลาที่ทุกคนรู้ว่าหนึ่งวันในการสมมติกันว่า 24 ชั่วโมง   แสงแดดที่ส่องมาจากอวงอาทิตย์เริ่มแรงกล้าขึ้นเรื่อย แสงเริ่มมีความร้อนปะปนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนกกาใหญ่น้อยบินว่อนออกจากรังไปหากิน

        หนุ่มน้อยบ้านนาตอนขึ้นมายามเช้าก็ออกเที่ยวเดินไปรอบๆสวนผักข้างเถียงนาน้อย วันนี้ไปได้รกนำแปลงผักเพราะฝนกระหน่ำลงมาเมื่อคืนทำให้ผืนดินชุ่มน้ำ  จึงมานั่งที่เพิงด้านหน้าของเถียงนาเอนหลังพิงต้นเสาหยิบเอาแคนมาเป่าคลายอารมณ์ในยามเช้า ตาเหม่อมองไปยังท้องนาที่มีต้นข้าวเขียวอยู่ทั่วท้องทุ่ง  มองไปไกลเห็นเงาตะคุ่มๆเดินเข้ามาใกล้ จนภาพปรากฏเด่นชัดขึ้น  สาวน้อยบ้านทุ่งเดินลัดเลาะหาบสัมภาระเดินมาตามคันนามุ่งเข้ามาที่ถียงนาน้อย พอมาใกล้ก็ส่งเสียงแจ้วมาว่า”อ้ายฝนตกแฮงบ่มื้อคืนนี้”  พี่ชายคืนที่ผ่านมาฝนหนักไหม     “บ่ฮู้ อ้ายบ่ได้ลงไปป้ำกับมัน”   ไม่รู้สิ พี่ไม่ได้ไปปล้ำดู   หนุ่มตอบไป    สาวน้อยได้ฟังรีบวางหาบหาบลงแล้ววิ่งไปใช้กำปั้นทุบที่หลังหนุ่มไปหนึ่งที “เป็นจั่งได๋แฮงบ่ ..แฮงบ่..แฮงบ่”  เป็นอย่างไรแรงไหม แรงไหม  สาวพูดพร้อมรัวฝ่ามือไปทีบ่าของหนุ่มอย่างนับไม่ถ้วน “บ่แฮง คือเอาสำลีมาแปะนี่ “หนุ่มตอบพร้อมกับเอามือจับมือสาวเอาไว้  “หว่าบ่าแฮงจับมือเขาไว้เฮ็ดหยัง”   ว่าไม่แรงจับเขาไว้ทำไม    สาวพูดพร้อมดึงมือออกจากมือของหนุ่มแล้วก็นั่งลงข้างๆหนุ่มสอดส่ายสายตาไปทั่งท้องทุ่ง  ตาเหลือบไปเห็น สิ่งหนึ่งตกอยู่ข้างเถียงนา “อ้ายนั่นหลังคาเฮือนไผเฮ็ดมะโหล่งโข่งเข่งอยู่ข้างเถียงนั่น”  พี่ชายนั่นหลังคาบ้านใครมาตกพังวางระเกะระกะอยู่ที่นั่น สาวถามหนุ่ม  “หลังคาเฮือนไผบุ ถึงลมใหญ่พัดมาไว้ตั้งมื้อคืน ดีได๋มันตกลงนั่น มันบ่มาคลุมเถียงอ้าย”  หลังบ้านใครไม่รู้ถูกพายุหอบเอาตั้งแต่คืนนี้ ดีนะไม่ตกมาคลุ่มเถียงนาพี่   หนุ่มตอบ   หน่าสิตกมาคอบเอาแหน่นอ พอสิบ่ได้เห็นนั่งเป่าแคน   ไปละย้าน”  น่าจะตกมาครอบเอาหน่อยนะ จะไม่เห็นมานั่งเป่าแคน ไปละน่ากลัวจังเลย  สาวพูกพร้อมลุกเดินลงจากเถียงนาไปหยิบหาบสัมภาระออกเดินสะบัดกันไป ปล่อยให้หนุ่มมองตามหลังไปอย่างไม่ลดละ พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “วันพรุ่งนี้จะมาไม่ถึง  สำหรับผู้ที่ผัดวันประกันพรุ่ง” สวัสดีครับ  พบกันอีกครั้งสถานการณ์ด้านการเมืองก็ได้ข้อยุติประเทศได้มีรัฐบาลใหม่ที่มีความแปลกแวกแนวไปเดิมมาก นายรัฐมนตรีก็เป็นหญิงสาว อายุยังน้อย ก็คงจะเห็นสิ่งใหม่ๆในประเทศเกิดขึ้น แต่จะเป็นตามที่ทุกคนคาดหวังไว้หรือไม่ยังไม่สามารถจะทราบได้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า รัฐบาลใหม่ที่มีคนสาวยุคใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศจะยึดหลักอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อพวกพ้องเหมือนที่เห็นกันมาในยุคก่อนหรืออย่างไร ก็ว่ากันไปตามวิถีของการเมือง

           สัปดาห์นี้ก็นำคำอีสานมาฝากเช่นเดิมกับคำว่า”แปน”

          แปน  เป็นคำที่บอกลักษณะของการไม่มีอะไร  โล่ง, เตียน,  เกลี้ยง, โล่งโจ้ง,  ไม่มีเหลือ, หมดเกลี้ยง,  อาทิ  กระเป๋าไม่มีเงินสักบาทก็จะบอกว่า เงินแปนกระเป๋า หรือกระเป๋าแปน  ลานบ้านที่ไม่มีอะไรรกรุงรัง ก็จะบอกว่า เดิ่นเฮือนแปน และมักจะใช้ต่อท้ายด้วยคำว่า “เอิดเติด   ว่า “แปนเอิดเติด”   เล่นการพนันบ่มีอีหยังเหลือข้าวของขายเมิด เฮือนแปนเอิดเติด

           รุ่งเช้าวันใหม่ในหน้าฝน ท้องนาเต็มไปด้วยต้นข้าวที่กำลังทอดยอดสีเขียว  ที่ยอดแหลมของใบข้าวมีหยดน้ำจับอยู่ยอดใบ เหล่าแมงมุมชักใยดักแมลงที่ใยมีละอองของหยดน้ำติดอยู่กระทบกับแสงของดวงอาทิตย์ในตอนเช้าดูราวกับเม็ดของพลอยส่องแสงแวววับไปทั่วบริเวณท้องทุ่ง   สาวน้อยบ้านทุ่งหาบสัมภาระไว้บนบ่าเดินไปตามคันนา ลมโชยพัดมาเอื่อยๆ พัดพาอผ่านต้นข้าวเขียวนำกลิ่นหอมของข้าวมากระทบกับจมูกช่างเป็นความสุข ดุจเดินอยู่ในเส้นทางที่โรยไปด้วยเหล่านานาพรรณ   สาวน้อยบ้านทุ่งมุ่งสู่ท้องนาซึ่งถือเป็นความหวังของชีวิตสาวบ้านทุ่งอย่างนาง   พอลัดเลาะเข้ามาใกล้เถียงนาน้อยแว่วเสียงพิณของเจ้าหนุ่มบ้านนา   ใกล้เข้าไปผ่านต้นไม้ที่ตายยืนต้นอวดทรวดทรงมองตัดกับแสงอาทิตย์ยามเช้าช่างเหมือนภาพวาดของจิตรกรที่ให้สีแต่งแต้มลงบนแผ่นผ้าด้วยสีต่างๆให้ปรากฏขึ้นมา แต่นี่มันเป็นภาพจิตรกรรมที่ธรรมชาติแต่งแต้มขึ้นด้วยแสงสีจากธรรมชาติ   เสียงของพิณดังชัดเจนขึ้นจนมองเห็นคนดีดนั่งใช้หลังพิงตอไม้ข้างเถียงนา มือบรรจงกรีดดีดสายพิณสายตามองไปยังท้องทุ่ง ใบข้าวสีเขียวถูกลมพัดลู่เอนไปตามแรงลม ดูเหมือนคลื่นของทะเล ไปตามจังหวะของเสียงพิณ

           สาวน้อยบ้านทุ่งเดินเข้ามาถึงวางหาบลงแล้วเดินเข้านั่งเคียงข้างฟังเสียงพิณอย่างเป็นสุข   เสียงพิณหยุดลง “น้องหล่ามื้อคืนนอนหลับฝันดีอยู่บ้อ”  น้องสาวคืนที่ผ่านมานอนหลับฝันดีอยู่หรือ   หนุ่มนาพูดขึ้น “ดีตั๊ว  ไผสิไปเฮ็ดหยังมัน หลับบ่ดีมีแต่ฝันเห็นผู้บ่าวนั่นหละ”  นอนหลับดีนะสิ  ใครจะไปทำอะไรมัน   หลับไม่มดีมีแต่ฝันเห็นหนุ่มนั่นแหละ”   สาวน้อยบ้านทุ่งตอบ   “ฝันเห็นผู้บ่าวบ้านได๋   ฝันเห็นผู้บ่าวตั่วเขาหว่ามันดี”   ฝันเห็นหนุ่มที่ไหน ใครเขาก็บอกว่าฝันหนุ่มนั่นแหละมันดี   หนุ่มพูดขึ้น    “บ่ดีดอกฝันเห็นแต่ผู้บ่าวกระเป๋าแปน  บ้านใกล้นี่หละ”  ไม่ดีหรอกฝะนเห็นแต่หนุ่มกระเป๋าเงินเกลี้ยง บ้านใกล้ๆนี่แหละ   สาวตอบ “ผู้บ่าวบ้านได๋ จั่งสิอึดอยากปานนั่น”   หนุ่มบ้านไหน ทำไมจึงยากจนขนาดนั้น หนุ่มนาถามไป  “บ่บอกใกล้นี่แหละ  นากะปูกะกัดข้าวจนแปนเอิดเติด กระเป๋าเงินกะแปนปานเดิ่นโรงเรียน”  ไม่บอกหรอกอยู่ใกล้นี่แหละ  นาก็โดนปูกัดต้นข้าวจนโล่งเตียน กระเป๋าสตางค์ก็เกลี้ยงเหมือนกับสนามโรงเรียน    “บ่อยู่นำดอกไปก่อน” ไม่อยู่ด้วยแล้วไปก่อน  สาวตอบพร้อมกับลุกขึ้นไปหยิบเอาหาบแล้วเดินหนีไปหันมายิ้มให้หนุ่มพร้อมค้อนแถมอีกสองที   หนุ่มนั่งมองตามหลังสาวอมยิ้มอยู่ในใจ แล้วหยิบพิณขึ้นมากรีดสายเป็นเพลงกล่อมทุ่งนาอย่างสุขใจ  คาวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “การไม่รู้กาลเทศะ ผิดหวังตลอดชาติ”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้งเหลืออีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะได้ไปแสดงมติทางการเมืองของไทยกันแล้ว ซึ่งเป็นการตัดสินใจให้บ้านเมืองเดินหน้าไป ซึ่งการตัดสินใจในคราวนี้สำคัญมากๆ เพราะอนาคตตกมาอยู่ในเมืองของพวกเราแล้ว และมีการแข่งขันที่รุนแรงแบ่งแยกกันวุ่นวาย มีบางกลุ่มมาเรียกเรียนให้ไปใช้สิทธิแต่ไม่ให้ออกเสียง  บางกลุ่มก็มีการจัดตั้งมวลชนไว้ข่มขู่ หากฝ่ายตนไม่ได้บริหารบ้านเมืองจะก่อกวนไม่ให้บ้านเมืองสงบ ก็ไม่ทราบว่าจะให้ชาวบ้านทำอย่างไรกันแน่  แต่ก็ขอให้ใช้เหตุผลในการัดสินใจว่าพรรคใดทำประโยชน์ให้กับชนส่วนรวมหรือทำเพื่อกลุ่มของตน  ก็ขอให้เลือกกลุ่มคนที่ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เห็นแก่ชาติบ้านเมืองจะดีกว่า  ตัดสินใจให้ดีอย่าหลงกลของนักการเมืองก็แล้วกัน  อย่าให้เข้าทำนองที่ว่า อย่าเห็นแก่เงินจนหมางเมินถึงความถูกต้องกันนะครับ

         ในสัปดาห์นี้ก็เช่นเคย นำคำอีสานมาฝากกับคำว่า “แอ้กแลก”

          แอ้กแลก  เป็นคำที่ใช้กับลักษณะอาการที่ไม่มีเรี่ยวแรง ,อ่อนเพลีย,เหนื่อยอ่อน ,ลุกเดินไปไหนไม่ได้,นอนซม, บางทีก็ใช้ว่า  แอ้แหล้   คนที่เหนื่อยไม่เรี่ยวแรงก็จะบอกว่า เหมื่อยแอ้กแลก หรือ เหมื่อยแอ้แหล้

        ตอนเย็นมองเห็นดวงตะวันลับขอบฟ้า สาดแสงอ่อนสีแดงลอดแนวพุ่มไม้   ข้างกระท่อมนา หนุ่มน้อยบ้านนานั่งอยู่บนขอนไม้ มองเห็นลูกนกตัวหนึ่งที่พ่อแม่พามาหัดบินหลงมาจับอยู่ที่กิ่งไม้ พ่อแม่นกร้องส่งเสียงด้วยความเป็นห่วง  นกตัวน้อยก็ร้องหาแม่ สักครู่แม่นกบินมาจับบนกิ่งไม้ข้างนกตัวน้อย นกตัวน้อยอ้าปากกว้างร้อง แม่นกร้องตอบโต้พร้อมกับเอาตัวหนอนป้อนเข้าปากให้กับนกน้อย ช่างเป็นภาพที่มีความประทับใจ บ่งบอกถึงความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก แม้จะเสี่ยงอันตรายแต่ผู้เป็นแม่ก็เสี่ยงชีวิตนำอาหารมาให้ลูก

       สาวน้อยบ้านทุ่งหาบสิ่งของสัมภาระเดินลัดเลาะมาตามคันนา  แต่ละก้าวที่เหยียบลงทำให้ตั๊กแตนตัวน้อยตกใจกระโดดลงจากคันนาบางตัวตกน้ำลอยเข้าหาฝั่ง  พอมาใกล้เถียงนาน้อยของหนุ่มน้อยมองเห็นหนุ่มนั่งบนขอนไม้ใช้หลังพิงเสาเถียงนาน้อย   สาวน้อยเข้ามาวางหาบสัมภาระลงแล้วเดินเข้าไปหาหนุ่มน้อย นั่งลงเคียงข้าง “อ้ายเป็นอีหยังคือเฮ็ดเป็นตาบ่มีแฮงแท้”  พี่เป็นอะไรทำไหมถึงทำเหมือนไม่มีแรง   สาวถามหนุ่ม  “อ้ายเหมื่อยแฮงไถนาเมิดมื้อ” พี่เหนื่อยมากเลยไถนาตลอดทั้งวัน  หนุ่มตอบ “เหมื่อยไวปานนี้สิเฮ็ดเวียกเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้บ๊อ”   เหนื่อยเร็วขนาดนี้จะทำงานเลี้ยงลูกเมียได้หรือ สาวน้อยพูด   “บ่อู้ดอก ยังบ่ทันได้  ให้ได้ก่อนจั่งสิฮ็ว่าเลี้ยงได้หื๊อบ่”   ไม่รู้หรอก ยังไม่เคยได้  ให้ได้เมียก่อนจึงจะรู้ว่าเลี้ยงได้หรือไม่   หนุ่มตอบ “ได้อีหลีย้านแต่เหมื่อยจนนอนแอ้กแลก ลุกไปไสบ่ได้พุ้นละ”  ได้จริงๆกลัวแต่เหนื่อยจนนอนซมไม่สามารถเดินได้นั่นแหละ  “เป็นหยังจั่งสิเหมื่อยแฮงคักแท้”   เป็นอะไรถึงจะเหนื่อยมากถึงขนาดนั้น  หนุ่มตอบ “บ่ฮู้บ๊อได้เมียงานมันเลยแท้ได๊  เฮ็ดเหมิอมื้อเหมิดคืนจั่งพอกิน”  ไม่รู้หรือไง หากมีเมียแล้วงานมันเยอะจริงๆนะ ทำทั้งวันทั้งคืนจึงจะพออยู่พอกิน   สาวบอก  คันจั่งซั้นอ้ายอยู่ผู้เดียวดีกว่า”  ถ้าอย่างนั้นพี่ขออยู่คนเดียวดีกว่า  หนุ่มบอก “บ่เว้านำแล้วละไปก่อนอยู่ผู้เดียวสา”  ไม่พูดด้วยแล้วอยู่คนเดียาซะ  สาวน้อยพ฿ดพร้อมกับลูกเดินไปหยิยหาบออกเดินไปปรายสายตาให้หนุ่ม   หนุ่มนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวพร้อมมองตามหลังสาวน้อยจนสุดสายตา คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “อยู่ลำพังเพียงคนเดียว  ดีกว่าอยู่ในกลุ่มเพื่อนเลวๆ” สวัสดีครับพบกับอีกในสัปดาห์นี้  ความเข้มข้นของการหาเสียงของนักการเมืองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆมีการนำเอาวิชามารต่างๆนานามาล่อใจให้ประชาชนสนใจ บางอย่างคิดไปไม่มีเหตุผลที่จะสามารถทำได้แต่ก็นำมาชูประเด็นเพื่อให้เกิดการชนะกับคู่แข่ง  พวกเราชาวบ้านชาวเมืองก็ให้พินิจพิจารณาให้ดี ยึดเอาเหตุและผล ยึดเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ อย่าได้เห็นแก่อามิจสินจ้างเล็กๆน้อยที่เหล่านักการเมืองหยิบยื่นเพื่อเข้าไปถอนทุนเป็นก้อนโตของภาษีของพวกเราทุกคน อย่างไงก็ขอให้ใช้เหตุผลในการพิจารณาให้มากๆ อย่าเชื่อใครง่ายๆ ให้คำนึงถึงประโยชน์ตนและประโยชน์ชาติเป็นหลักก็แล้วกัน   สัปดาห์นี้ก็นำคำอีสานมาฝากด้วยคำว่า “ต่าว”

        “ต่าว”  หมายถึง การที่คนเราเดินทางไปที่อื่น หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไปอยู่ที่อื่นแล้วหวนกลับมาที่เดิม เรียกว่า “ต่าว”

อาทิ  คนอีสานที่ลงไปทำงานที่กรุงเทพฯหลายปีพอแก่ตัวลงก็กลับมาบ้าน ก็จะพูดว่า “ไปจนเฒ่าจั่งต่าวคืนมา”

ต่าว จึงหมายถึง  กลับ, หวนกลับคืน,คืน,กลับมา,คืนมา, หวนกลับมาที่เดิม,

        รุ่งเช้าในหน้าฝน ดวงอาทิตย์สอดส่องแสงสีทองมากระทบกับน้ำที่ขังตามท้องนา มองไปเหมือนทำให้ท้องทุ่งนาเป็นสีทองไปทั่ว เสียงกบเขียดร้องอยู่ตามท้องนา   สาวน้อยบ้านทุ่งเดินลัดเลาะไปตามคันนา พอเดินไปก็ได้ยินเสียงกบเขียดกระโดดลงจากคันนาลงน้ำที่ขังในท้องนาดังจ๋อมแจ๋มๆไปตามจังหวะที่เดินไปแต่ก้าว  วันนี้ไปได้ยินเสียงแคนหรือพิณของหนุ่มน้อยบ้านนาเหมือนก่อน  ใจเริ่มกังวลแล้วว่าทำไมไม่เป่าแคนหรือดีดพิณเหมือนเคย  สาวน้อยคิดในใจพร้อมกับก้าวเท้าให้เร็วขึ้น  เท้าไปกระทบกับกอหญ้าบนคันนาทำให้ตั๊กแตนที่อยู่ในคันนากระโดดตกลงไปในน้ำ  บางตัวตกน้ำใช้ขาดีดลอยตัวเพื่อจะได้เข้าหาฝั่ง   และในน้ำบางที่มีกลุ่มของมดสีแดงตัวเล็กจับกันเป็นก้อนกลมๆเหมือนก้อนหินสีแดงลอยอยู่ในน้ำที่ขังทุ่งนา   พอขาเดินเข้ามาใกล้เถียงนาน้อยหนุ่ม มองไปไม่เห็นหนุ่มอยู่บนเถียงนา สาวน้อยเดินเข้าไปแล้ววางหาบลง มองลงไปในท้องทุ่งเห็นหนุ่มน้อยบ้านนากำลังไถนาอยู่ห่างจากเถียงนา

       สาวน้อยพอเห็นเช่นนั้นก็เดินลงจากเถียงนาไปยังหนุ่มทันที   ไปยืนอยู่ในคันนาใกล้ๆกลับหนุ่มไถนาอยู่โปรยยิ้มพร้อมกับทักไปว่า “อ้ายไถนาเหมื่อยบ่”  พี่ชายไถนาเหนื่อยไหม  “บ่เหมื่อยดอกอ้ายบ่ได้ดึงไถ ย่างนำก้นควายสื่อๆ”  ไม่เหนื่อยหรอกพี่ไม่ได้ดึงไถ เดินตามหลังควายเฉยๆ  หนุ่มตอบ   “เซาซะก่อนอ้าย น้องได้หมากเขียบมาให้กิน” หยุดก่อนเถอะพี่ น้องได้น้อยหน่ามาให้กิน   สาวน้อบร้องบอกหนุ่ม   หนุ่มได้ยินก็หยุดปล่อยให้ควายไปเลาะเล็มหญ้าที่เขียวขจีอยู่ตามคันนา แล้วมานั่งที่ขอนไม้บนคันนา เคียงคู่กับสาวน้อย    สาวน้อยหยิบน้อยหน่าขึ้นมาแบ่งให้หนุ่มคนละซีก  หนุ่มรับมาพร้อมกับพูดว่า “บักเขียบคือสิหวานนอ   ได้มาแต่ไสคือหน่วยใหญ่แท้  บ่แหม่นบักเขียบบ้านเฮา”  น้อยหน่าน่าจะหวานนะ ได้มาจากไหนทำไมลูกใหญ่ คงไม่ใช่น้อยหน่าบ้านเรา  “แม่น้องได้มา  เผิ่นไปยามพี่น้องอยู่เมืองโคราช ฮับเอาน้องสาวหล้าหลบมาอยู่บ้าน”   แม่ของน้องได้มา  ท่านไปเยี่ยมญาติที่โคราช  แล้วรับเอาน้องสาวคนสุดท้องของท่านกลับมาอยู่บ้าน สาวตอบหนุ่ม  “เผิ่นไอยู่โคราชจักปีแล้ว”  ท่านไปอยู่โคราชแก่ปีแล้ว  หนุ่มถาม  “ หลายปีแล้ว ตั้งอายุได้สามขวบ เด็ยวนี้ก็อายุได้ซาวแล้ว”   หลายปีแล้ว ไปตั้งแต่อายุได้สามขวบ เดี๋ยวนี้ก็อายุได้ยี่สิบปีแล้ว   สาวตอบหนุ่ม  “ไคอยู่น้องบ่ได้ไปอยู่จั่งซั้น”  ค่อยยังชั่วนะน้องไม่ได้ไปอยู่อย่างนั้น  หนุ่มพูด   “น้องอยากไปอยู่จั่งซั้นอยู่  คั้นไปแล้วน้องมาต่าวมาดอก”   น้องอยากไปอยู่อย่างนั่น เหมือนกัน ถ้าน้องไปแล้วน้องไปกลับคืนมาหรอก   สาวตอบกลับ  “สิบ่เหลือตน อ้ายผู้คึดฮอดแหน่บ๋อ”  จะไม่สงสารพี่ที่คิดถีงบ้างหรือไง   หนุ่มพูดต่อ    “บ่เหลือตนดอก  บ่ไปกะตั๋วให้ถ่าจนสิเฒ่าแล้ว บ่เห็นไปขอจักเถื่อ”  ไม่สงสารหรอก  ไม่ได้ไปก็หลอกให้รอจนจะแก่แล้ว ไม่เห็นไปสู่ขอสักที   สาวตอบพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินลัดเลาะไปตามคันนา “หล่าไปแล้ว ต่าวคืนแหน่เด้ออ้ายคึดฮอด”   น้องสาวไปลแวกลับคืนมาหน่อยนะพี่คิดถึง  หนุ่มตามหลังสาวน้อย  สาวน้อยบ้านทุ่งหันมาค้อนจนเดินตกคันนา หนุ่มมองตามหลังสาวจนสุดลูกตา ครวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “ความอดทนเป็นประตูสู่ความสุขสำราญ”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้งก็ย่างเข้าสู่ฤดูฝนเริ่มมีฝนโปรยปรายเข้ามาบ้างแล้ว  บางท้องถิ่นก็ตกหนักจนเกิดเป็นน้ำท่วมแต่ก็ยังมีบางท้องถิ่นไม่มีฝนแห้งแล้ง นี่ละหนาที่เขาว่าฝนตกไม่ทั่วฟ้า ส่วนด้านการเมืองของไทยก็ยังดุเดือดห้ำหั่นกันเพื่อหวังแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ พวกเราชาวบ้านก็เป็นเหยื่อในการแอบอ้างของนักการเมือง ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิตกันไปวันต่อวัน ก็อดทนกันเอาไว้ใช้เหตุใช้ผลให้มากในการตัดสินใจกระทำสิ่งใดที่เกี่ยวกับการเมือง อย่าให้โดนหลอกแบบซ้ำซาก      ว่ากันไปมาวันนี้ก็นำคำอีสานมาฝากอีกคำกับคำว่า “โฮ่ง”

       โฮ่ง  เป็นคำที่บอกลักษณะอาการของของเหลว ไม่ว่าจะเป็น น้ำหรือสิ่งใดๆที่เป็นของเหลวนองอยู่บนพื้นก็จะบอกว่า”โฮ่ง” อาทิ พอมีฝนตกลงก็จะมีน้ำขังอยู่ในผืนนา ก็จะบอกว่า “ฝนน้ำโฮ่งงานนา”  หรือร้องไห้น้ำตาใหลนองหน้าก็จะว่า “ฮ้องไห้จนน้ำตาโฮ่ง”  บางทีถ้ามีน้ำขังเล็กน้อยในนาก็จะมีคำต่อท้ายไปอีกว่า “น้ำโฮ่งเอ๊าะเจาะแอ๊ะแจะในงานนา”

โฮ่งจึงหมายถึง ขัง ,นอง

         ฟ้าหลังฝนในยามเช้าของวันหนึ่งที่กระท่อมนาหลังคามุงจาก ดวงอาทิตย์สาดส่องม่านละอองของน้ำฝนที่เลิกลาโปรยปรายไปหยกๆ น้ำฝนที่ค้างอยู่ตามใบไม้ตกลงสู่พื้นเสียงดังเ ป๊าะแป๊ะๆ พอมีลมมาพัดก็จะดังรัว ซ่าซ่า ลงสู่พิ้นก็เป็นเสียงเพลงแห่งธรรมชาติที่มีจังหวะบังบังคับด้วยธรรมให้มีเสียงสั้นยาว เร็วช้าตามจังหวะของธรรมชาติปั้นแต่งขึ้น มองไปด้านตะวันตกที่ทิวไม้เห็นรุ้งโก่งโค้งลงกินน้ำช่างสวยงามแท้ท้องทุ่งอีสาน หลังฝนตกในเช้านี้   หนุ่มน้อยบ้านนาลุกขึ้นมานั่งมองดูท้องทุ่งที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เหล่าต้นหญ้าที่เคยเหี่ยวแห้งก็แตกยอดทอดยาวเป็นสีเขียวขจีไปทั่วทุ่ง ควายวัวมีความสุขในการและเล็มกินหญ้าอ่อนในทุ่งกว้าง ฟังเสียงกระดิ่งที่ผูกติดคอ ขณะและเล็มกินดึงหญ้าก็เกิดเสียงดังขึ้นลงเป็นจังหวะ    หนุ่มนานึกครึ้มใจขึ้นมาเดินไปหยิบเอาพิณมาดีดเสียงดังกล่อมไปทั่วท้องทุ่งหลาหลายทำนอง

       สาวน้อยบ้านทุ่งหลังฝนตกมีสายลมอ่อนพัดมาเป็นครั้งคราว  น้ำฝนที่ค้างอยู่ใบไม้หล่นลงมากระทบกับหลังคาสังกะสีเสียงดัง ป็อกแป๊กๆ  สาวรีบเก็บเอาข้าวของ อาการการกินสิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือถุงบรรจุข้าวโพดที่ปลอกเปลือกแล้วนำไปนึ่งพร้อมกับข้าวเหนียว 5-4 ฝักเพื่อนำไปฝากหนุ่มนาคนรักของตนที่ต้องผ่านก่อนขึ้นไปถึงนาของตน พอจัดสิ่งของเสร็จสาวน้อยก็นำกระจกมาส่องหน้านำแป้งมาผัดหน้าให้ผ่องพอสวยและหยิบเสื้อแขนยาวมาสวมพร้อมหมวกสานใบกว้างกันแดด ตาแหงนดูท้องฟ้าก่อนที่จะเดินไปหาบเอาสิ่งของที่เตรียมเอาไว้ เดินหาบลงจากบ้านมุ่งสู่ท้องทุ่งซึ่งเป็นสำนักงานชีวิตของชาวเกษตรกร   พอพ้นเขตบ้านก็ถึงท้องทุ่งมองไปในคราวนี้ท้องทุ่งแดนอีสานไม่ได้แห้งแล้งเหมือนก่อน ต้นใบต้นหญ้าใบเขียวสดชื่น แว่วเสียงดนตรีอีสานเสียงพิณจากหนุ่มนาแว่วมา สาวอมยิ้มในใจคิดจะหาเรื่องแกล้งหยอกเอินหนุ่มอย่างไรเมื่อไปถึง

        หนุ่มน้อยบ้านนาหลังจากดีดพิณจบไปหลายจังหวะแข่งกับเสียงดนตรีธรรมชาติเม็ดฝนบนต้นไม้ซาตกลงพื้น หนุ่มก็เดินลงมาจากกระท่อม แบกได้จอบเดินลงทุ่งนา ใช้จอบขุดดินขึ้นใส่คัดนาบริเวณที่ต่ำไม่สามารถจะกักเก็บน้ำได้ สายตาก็มองเข้าไปในเส้นทางออกจากหมู่บ้านรอจังหวะว่าเมื่อใดจะเห็นสาวน้อยบ้านทุ่งหาบหาบลัดเลาะคันนา แต่วันนี้แปลกทำไมไม่เห็นสาวน้อยดั่งเช่นทุกวัน “อ้ายเจ้าอยู่ไสน้องมาถ่าดนแล้วคือบ่เห็น”  พี่ชายอยู่ไหนน้องมารอตั้งนานแล้วทำไมไม่เจอ   เสียงผู้หญิงแว่วมา   หนุ่มหันไปมองแปลกใจเพราะเสียงไม่คุ้นหู   มองไปเห็นผู้หญิงนุ่งเสื้อผ้าสีดำผ้าคลุมหัวนั่งอยู่ที่ขอนไม้หน้าเถียงนา “น้องมาหาไผมาผิดเถียงหือบ่”  น้องมาหาใครมาผิดเถียงนาหรือเปล่า  หนุ่มร้องตอบไป “บ่ผิดดอกอ้าย น้องกะมาหาอ้ายนี่หละ น้องเคยมาหลายเถื่อแล้ว”  ไม่ผิดหรอกพี่ น้องก็มาหาพี่หลายครั้งแล้ว   เสียงตอบกลับมา หนุ่มแปลกใจใครหนาจะมาคนรอแต่กลับไม่เห็นมาหรือว่าเจ็บป่วยเป็นอะไรไปหรือเปล่า   หนุ่มวางจอบเดินขึ้นไปที่เถียงนามองดูผู้หญิงที่มาใช้ผ้าคลุมหน้ามิดชิดเห็นแต่ดวงตาเล็กๆ “หล่าเจ้ามาหาไผ เป็นหยังจั่งผิดหูปิดตาดีแท้”  น้องสาวมาหาใครทำไมปิดหูปิดตาอย่างนี่   หนุ่มนาถามไป “กะมาหาอ้ายนั่นหละ  มื้อนี่ฝนมันตกน้องหนาวเลยตุ้มผ้ามาจั่งซี้”  ก็มาหาพี่นั่นแหละ วันนี้ฝนตกอากาศหนาวก็เลยห่มผ้ามาแบบนี้   หนุ่มแปลกใจเสียงก็ไม่คุ้นแต่งตัวก็แปลกๆก็เลยยืนดูอยู่ห่างๆ “อ้ายเป็นหยังจั่งยืนอยู่ไกลแท้ หยับมายืนใกล้ๆน้องแหน่  บ่สมคึดฮอดมาหากะยืนอยู่ไกล” พี่เป็นอะไรถึงยืนอยู่ไกลนัก ขยับเข้าใกล้ๆหน่อย  ไม่สมกับที่คิดถึงเลยยืนก็ยืนอยู่ไกล   เสียงจากหญิงแปลกหน้าพูดขึ้น   หนุ่มนาแปลกใจถอยห่างออกไปอีก มองดูหญิงแปลกหน้าตั้งหัวจนจดเท้าทำหน้างงๆ  “ฮิฮิ.”..เสียงหัวเราะดังขี้น เสียงคุ้นหูหันกลับมาดู หญิงดึงผ้าคลุมหัวออก เป็นสาวน้อยบ้านทุ่งนั่นเอง   “หล่าเป็นหยังจั่งคือเฮ็ดจั่งซี้ อ้ายตกใจเหมิดหว่าไผมาหา”  น้องสาวทำไมถึงทำแบบนี้ พี่ตกใจหมดนึกว่าใครมาหา  หนุ่มร้องขึ้น   สาวน้อยบ้านทุ่งหัวเราะ พร้อมเดินกลับที่หาบที่ซ่อนไว้หยิบเอาข้าวโพดนึ่งมาส่งให้ “เอ้าอ้ายกินแก้ตกใจ” เอ้านี่พี่กินแก้ตกใจ     หนุ่มเดินไปรับเอามาแล้วมาเคียงคู่กันที่ขอนไม้  “อ้ายฝนตกมื้อคืน ลมพัดมาหนาวบ่” พี่ฝนตกคืนนี้ลมพัดมาหนาวไหม “หนาวอยู่แต่บ่ได้ลมพัด มันหนาวหลายกว่า” หนาวอยู่แต่ไม่ได้หนาวลมพัด แต่หนาวที่ใจมากกว่า  หนุ่มตอบ  “โอ๊ะเจ็บ..เสียงอุทานของหนุ่มดังขึ้นเพราะโดนเล็บมือหยิกเข้าที่เนื้อ “นี่ถามดีๆเว้าไปทางอื่น” นี่ถามดีดีพูดไปเรื่องอื่น  สาวน้อยบอก  “อยู่ที่บ้านฝนตกแฮงบ่”   ที่บ้านฝนตกหนักไหมล่ะ  หนุ่มถามสาว  “แฮงบ่แฮงกะบ่อ็น้องบ่ได้ป้ำเบิ่ง” ตกหนักหรือไม่หนักก็ไม่ทราบไม่ได้ลองปล้ำดู  สาวตอบ  หนุ่มหัวเราะแล้วพูดว่า “หล่ามาตี่หละ อ้ายสิลองป้ำเบิ่งกับน้องเดียวนี่”  น้องสาวมาสิ พี่จะลองปล้ำกับน้องดูเดี๋ยวนี่   หนุ่มพูดขึ้น สาวใช้กำปั้นทุบเข้าไปทีหบังหนึ่ง “โอ๊ะ”  เสียงหนุ่มอุทานขึ้น “ นี่แฮงบ่ฝน  กำปั้นน้องแฮงบ่  เบิ่งน้ำโฮ่งทั่วงานนา”  นี่ฝนตกหนักหรือไม่หนัก กำปั้นน้องหนักไหม  ดูสิน้ำขังไปทั่วกระทงนา” สาวตอบพร้อมกับลุกขึ้นเดินหนีไปหาบออกเดินหันหลังมายิ้ม..หนุ่มนานั่งมองดูตามหลังสาวน้องพร้อมกับอมยิ้มอย่างเป็นสุข    พบกันใหม่คราวหน้าครับผม.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เกิดจากความมั่งคั่งร่ำรวย” สวัสดีครับพบกันอีกบนสถานการณ์ของบ้านเมืองยังไม่นิ่งคนในชาติแตกกันเป็นหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายก็บอกว่าตนนั้นทำเพื่อส่วนรวม แต่ที่เห็นก็เห็นคนที่เป็นผู้นำแต่ละฝ่ายหาทางกอบโกยเงินทองจากผู้ที่ด้อยกว่าอยู่ร่ำไป  และการต่อสู้ก็ไม่เห็นว่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนทุกคนได้เลย แล้วจะบอกว่าต่อสู้เพื่อมวลชนได้อย่างไร  ทำไปเพื่อตนไม่ได้คำนึงถึงกฎกติกาแล้วจะเอาอะไรมาเป็นสุขกันได้  นั่นก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่ชอบแอบอ้างหวังผลประโยชน์ขออย่าหลงตกเป็นเหยื่อก็แล้วกันยึดหลักเหตุผล ศึกษากฎกติกาของสังคมเป็นบรรทัดฐานก่อนจะตัดสินใจเชื่อใคร ต้องหาข้อมูลให้มากๆ ก็ว่ากันไป

         มาพบกันวันนี้ก็มารู้จักคำอีสานอีกคำ กับคำว่า “มิดจ้อย”

        มิดจ้อย   เป็นคำที่บอกลักษณะของการจากไปโดยไม่ทราบว่าไปไหนมาไหนเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่ทราบ หมายถึง เงียบหาย, ไร้วี่แวว,หายหน้าหายตา,ไม่รู้ต้นปลายสายเหตุ,หายเข้ากลีบเมฆ,ไม่มีข่าวคราว,หายไปเลย,ไม่รู้ชะตากรรม,ไม่มีใครพบเห็น,ติดต่อไม่ได้

        ตอนเช้าของวันใหม่หลังจากมีฝนปรอยๆทั้งคืน ท้องทุ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ   หนุ่มน้อยบ้านนาลุกขึ้นมาจับแคนมาเป่า มองดูนกกาบินออกหากิน  แสงอาทิตย์สาดส่องให้แสงสีแดงเรื่อเรือง  ต้นหญ้าสดชื่นดูเขียวกว่าทุกวันที่ผ่านมา นี่ละหนาเขาว่าหากมีน้ำอะไรก็ชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวาขึ้นได้  ถ้าคนเราอยู่ด้วยกันอย่างมีน้ำใจเหมือนแต่เก่าก่อนก็คงทำให้ชีวิตเป็นสุข หนุ่มนาคิดพลางปล่อยลมเข้าเต้าแคนเปลี่ยนเป็นลายต่างกล่อมทุ่งช่างมีความสุขเสียนี่กระไร  นกเอี้ยงร้องเจื้อยแจ้วเหมือนกำลังเรียกให้รีบเร่งออกหากิน นกตัวเล็กร้องจิบๆบินไปมาอยู่บนต้นไม้รอบกระท่อมนาอันได้ชื่อว่าเถียงนาน้อยชองหนุ่ม ไปตามจังหวะของเสียงแคนของหนุ่ม    มองออกไปเห็นสาวน้อยหาบตะกร้าลัดเลาะมาตามคันนาที่ชุ่มด้วยน้ำฝนที่ค้างอยู่ตามยอดหญ้าเข้ามาใกล้   หนุ่มน้อยบ้านนาถอนปากออกจากเต้าแคนวางแคนไว้ข้างฝาขัดแตะแล้วเดินลงมานั่งที่ขอนไม้ข้างกระท่อมเหม่อมองดูท้องฟ้าทางด้นตะวันตกเห็นรุ้งกินน้ำเป็นโค้งอยู่ที่ขอบฟ้า มันเป็นรางวัลอย่างหนึ่งที่ทำให้หนุ่มน้อยไม่ต้องลุกแต่เช้าทำงานรดต้นไม้ที่ปลูกเหมือนเช่นเคย “ซำบายแท้นอ บ่ได้ฮดสวน” สบายจริงนะ ไม่รดน้ำสวน” สาวน้อยส่งเสียงทักหนุ่มดังมาแต่ไกล “ไคแหน่อยู่เทวดาเผิ่นส่อย ปล่อยฝนลงมาให้บ่ได้ฮดน้ำผัก”  ค่อยยังชั่วเทวดาช่วยทำให้ฝนตกลงมาให้ไม่ต้องลำบากฮดสวน  หนุ่มน้อยตอบไป   สาวน้อยเดินเข้ามาใกล้วางหาบแล้วนั่งเคียงข้างหนุ่มพร้อมกับหยิบกล้วยปิ้งยื่นให้หนุ่มน้อย หนุ่มน้อยหยิบมากิน  สาวยิ้มให้ “แซบบ่ กล้วยจากต่างจังหวัดได๋ ข้วมมาไกลหลายจังหวัด  ผู้ปิ้งกะแหม่นสาวสวยที่สุดได๋เป็นผู้ปิ้ง”  อร่อยไหม  กล้วยจากต่างจังหวัดนะ ข้ามามาหลายจังหวัด คนที่ปิ้งก็เป็นสาวสวยที่สุดของหมู่บ้านนะ   สาวน้อยพูดขึ้น   หนุ่มน้อยบ้านนายิ้มแล้วพูดว่า “ สาวผู้งามคนปิ้งบ่แหม่นงามที่สุดของหมู่บ้านกะส่าง แต่กะงามที่สุดในอ้ายอยู่เสมอ”  สาวสวยคนปิ้งแม้จะไม่สวยที่สุดในหมู่บ้านแต่ก็สวยในใจของพี่เสมอล่ะ หนุ่มตอบ  สาวน้อยยิ้ม “อ้ายมื้ออื่นน้องสิลงไปกรุงเทพฯ อยากได้หยังสิซื้อมาฝาก”  พี่วันพรุ่งนี้น้องจะลงไปกรุงเทพฯอยากได้อะไรจะซื้อมาฝาก   สาวน้อยถามหนุ่ม  “อยากได้หัวใจ สิซื้อมาฝากได้บ่” อยากได้หัวใจจะซื้อมาฝากได้ไหม หนุ่มตอบพร้อมกับยิ้ม  “โตนั่นซื้อมาฝากันบ่ได้ดอก ต้องหาเอาเอง” ที่ว่ามานั่นซื้อมาฝากไม่ได้หรอกต้องหาเอาเอง  สาวน้อยตอบ พร้อมกับยิ้ม  “ลงไปเมืองกรุงอย่าไปหลงเสน่ห์เมืองกรุงถิ้มอ้ายไว้เป็นหมู่นกกาเด้อ” ลงไปกรุงเทพฯแล้วอย่าหลงเสน่ห์เมืองกรุงทิ้งพี่รอเป็นนกกาเป็นเพื่อนะ “บ่ถิ้มดอกสิไปให้มิดจ้อย ลองเบิ่งหว่าสิมีไผคึดฮอดบ่”  ไม่ทิ้งหรอแต่จะไปให้หายเงียบลองดูสิว่าจะมีใครคิดถึงไหม  สาวน้อยตอบ   “อย่าเว้าจั่งซั้น อ้ายบ่เห็นหน้าน้องเพียงวันกะใจสั่นสิตายอยู่แล้ว” อย่าพูดอย่างนั้น พี่ไม่เห็นหน้าน้องเพียงวันเดียวใจก็สั่นจะตายอยู่แล้ว “อย่ามาปากหวาน บ่เสื่อน้ำยาดอก” อย่ามาปากหวานเลยไม่น้ำยาหรอก สาวพูดพร้อมกับลุกขึ้นไปหยิบเอาหาบยกขึ้นใส่บ่าหาบเดินออกไป ปล่อยหนุ่มนั่งมองตามหลังอมยิ้มอยู่คนเดียว ที่เห็นท่าค้อนและท่าทางที่สาวน้อยทำทีโกรธของสาวน้อย  คราวหน้าสาพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “คนเราต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา ถ่อมตัวไว้ดีกว่า” สวัสดีครับพบกันในสัปดาห์นี้อากาศแปรปรวนหนักร้อนอบอ้าว ร้อนทั้งอากาศร้อนทั้งสถานการณ์การเมือง แค่นั้นยังไม่พอข่าวการเสียชีวิตของเพื่อร่วมโลกก็รุนแรง ธรรมชาติลงโทษรุนแรงเอามากๆ ความสมดุลของพื้นพิภพลดน้อยลงปรากฏการณ์ต่างๆจึงเกิดขึ้นเพราสะความโลภของมนุษย์เรานั่นเอง หากช่วยกันลดแล้วปรากฏการณ์ที่เลวร้ายอาจจะลดตามไปด้วย  ต้อเริ่มที่ตัวเราก่อนก็แล้วกัน

       มาพบกันสัปดาห์นี้ก็มารูจักคำอีสานคำว่า “เสิ่น”

      เสิ่น หมายถึง ลักษณะอาการของการบินของนกโดยกางปีกกว้างร่อนไปตามลม วนไปเวียนมา   บินร่อน   เหยี่ยวกางปีกบินร่นหาเหยื่อก็บอกว่า “แหลวเสิ่น” หากคนร่อนไปร่อนมาหาจุดหมายไม่อยู่กับที่ก็บอกว่า “ไปหาเสิ่น” ได้เช่นกัน”

       เสียงจักจั่นดังสนั่นทุ่งยามเช้า แสงอาทิตย์สีแดงสาดส่องมา เหล่านกการ้องบินร่น ขยับปีกออกจารวงรัง แมลงภูผึ้ง บินผลัดเปลี่ยนอยู่บนดอกอินทนิลที่มีสีม่วงออกอยู่เต็มต้น    หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นมาตอนเช้ารีบลงไปรดน้ำพืชผักที่ปลูกเอาไว้ในท้องทุ่งข้างกระท่อมนาเถียงนาน้อย ปากฮัมเพลงอย่างเป็นสุข  มองดูถั่วฝักยาวแตกช่อออกดอกและออกผลยาว หนุ่มเก็บมากำหนึ่งแล้วเดินขึ้นไปบนเถียงนา   หยิบได้พิณที่ห้อยไว้ข้างฝานำมาดีดเสียงดังลั่นทั่วท้องทุ่ง ควายที่กินหญ้าอยู่กลางทุ่งได้ยืนดีดพิณมั่นก็หยุดกันกินหญ้าหันหน้ามองมาที่เถียงนาน้อย  หนุ่มนาคิดในใจนี่นะหรือที่ว่า  สีซอให้ควายฟัง แต่ไม่ใช่เราดีดพิณให้ควายฟังตากหากล่ะ  คิดแล้วก็นึกหัวเราะอยู่ในใจ  บ๊ะเสียงพิณเราควจะเพราะนะขนาดควายยังตะลึงเลยหยุดกินหันมามองเลย   หนุ่มคิดเข้าข้างตนเอง

         สาวน้อยก็เช่นเดินเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเตรียมลงทุ่งนา แต่วันนี้ไม่ลืมหยิบหนังสือเล่มโปรดที่ซื้อมาจากตัวเมืองในวันก่อนใส่ตะกร้าไปด้วย การอ่านหนังสือนับว่าเป็นสิ่งที่ดีได้รับรู้นานาสาระ ได้ท่องโลกกว้าง ตลอดจนได้แนวคิดมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน   พอจัดสิ่งเสร็จสับเรียบร้อยก็ยกหาบขึ้นบ่าลงจากบ้านมุ่งสู่ท้องทุ่งซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและการดำรงชีวิตของสาวน้อยบ้านทุ่ง เดินออกมาเดินเข้าใกล้เถียงน้อยหนุ่มเสียงพิณแว่วมา    สาวเดินใกล้เข้าไปเห็นหนุ่มนานั่งอยู่ที่ขอนไม้ใกล้เถียงนาดีดพิณอย่างเป็นสุข  จะเอาอะไรมากมายในชีวิตความโลก โกรธ หลง เป็นสิ่งที่บั่นทอนชีวิตมาดำรงตนให้พอเพียงเท่าที่จำเป็นกันดีกว่า  สาวเจ้าคิดเดินไปตามคันนา   พอมาถึงเถียงนาสาวก็เดินเข้าไปวางหาบลงพร้อมกับเข้านั่งเคียงข้างหนุ่มที่กำลังกรีดนิ้วมือดีดพิณ “อ้ายฮดสวนแล้วละบอจั่งมานั่งดีดซุงหม่วนอยู่เทิงขอนซำบายแท้”  พี่รดน้ำต้นไม้ในสวนเสร็จล้วหรือจึงได้มานั่งดีดพิณอยู่บนขอนไม่อย่างเป็นอย่างนี่”   สาวถามหนุ่ม หนุ่มพยักหน้าไม่พูดจา  “อ้ายเป็นกืกตี้ ถามกะบ่ปากเอาแต่หงึกหัว แปลกนอนอนคืนเดียวตื่นมาเป็นกืก  ผู้สาวเขาบ่มักเดอคนกืก”  พี่เป็นใบ้แล้วหรือถามก็ไม่พูดด้วยเอาแต่พยักหน้า   แปลกดีนะนอนตื่นขึ้มาเป็นใบ้ สาวเขาไม่รักนะคนเป็นใบ้    สาวพูดต่อ  หนุ่มกั้นหัวเราะดีดพิณอยู่เปลี่ยนท่วงทำนองใหม่ “เว้านำกะบ่ปาก บ่อยากเว้านำแล้ว บ่ฮู้ดีดซุงจังหวะหยัง บ่อยากฟังได๋คนกืกดีดซุง” พูดด้วยก็ไม่พูด ไม่อยากจะพูดด้วยแล้ว ไม่ทราบดีดพิณจังหวะอะไร ไม่อยากฟังนะคนใบ้ดีดพิณนะ สาวพูดกับหนุ่มที่กำลังดีดพิณอย่างเมามัน   เสียงหยุดลงทันที  “หล่าเอย  เสียงซุงดังบ่หม่วนกะอดสมอดสาฟังให้แหน่ หากฮักกันแท้ๆให้มาเฝ้านั่งคอยเบิ่งตี”   น้องสาวเอย เสียงพิณของพี่ไม่เพราะก็ขอให้อดทนฟังหน่อย หากรักกันจริงก็ให้มานั่งเฝ้าคอยดุสิ  หนุ่มพูดพร้อมมือหยุดดีดพิณ “เว้าได้ละบ๋อ น้องคึดหว่าแต่สิกืกเหมิดมื้อตี่”   เอ้าพูดได้แล้วหรือ คิดว่าแต่จะใบ้ไปทั้งวัน  สาวพูดพร้อมกับหัวเราะ “อ้ายพู้นนกอีหยังบินเสิ่นไปมาอยู่เทิงฟ้า”  พี่นั่นนกอะไรมันบินร่อนไปมาอยู่บนท้องฟ้า  สาวถามขึ้น  “ไส โอ๊ะนั่นบ้อ  แหลวใหญ่มันเสิ่นหาเหยื่อ มันกำลังบินเสิ่นแหนมลงหาหนู หากระต่าย ฮือหว่างู คันมันเห็นกะสิเจิดลงมาเอาไปกิน” ไหน โอ๊ะนั่นใช่ไหม  เหยี่ยวตัวใหญ่มันกำลังบินร่อนหาเหยื่อ มองหาหนูนา กระต่ายหรืองู ถ้ามันเห็นมันก็บินโฉบลงมาเอาแล้วเอาไปกิน   หนุ่มบอกสาว    “คันแหม่นอ้ายมีปีกคือสิดีนอ  อ้ายสิพาน้องบินเสิ่นไปเสิ่นมาบนฟ้า ไปเบิ่งบ้านั่นเมืองนี่ให้สุขใจ” ถ้าพี่มีปิกเหมือนเหยี่ยวคงดีนะ  พี่จะพาน้องบินร่อนไปมาอยู่บนท้องฟ้า บินไปเที่ยวชมบ้านนั่นเมืองนี่ให้สนุก”   หนุ่มพูด    “น้องบ่เอานำเดอมัวแต่บินไปมาอยู่จั่งซั้น  เสิ่นไปเสิ่นมาหาข้าวสิกินบ่มี” น้องไม่เอาด้วยนะจะมัวแต่บินร่อนไปร่อนมาอยู่อย่างนั้นข้าวจะกินไม่มี ไม่เอาแล้ว    สาวตอบพร้อมลุกขึ้นเดินหันมาค้อนหนุ่มหนึ่งที   “ฮ่วยมาจั่งได๋นอมื้อนี่ มาไวไปไว ปล่อยให้อ้ายฝันละเมอแท้นอน้องเอย”  เอ๊ะมาอย่างไรหนอวันนี้ มาเร็วไปเร็ว ปล่อยให้อ้ายละเมอคอยหา  หนุ่มร้องตามหลังสาวไป   สาวหันมายิ้มให้พร้อมยกมือโบกอำลาเดินสะบัดบั้นท้ายไปตามคันนา หนุ่มอมยิ้มหยิยพิณขึ้นมาดีด สายตาเหม่อมองดูอีแหลวเสิ่นอยู่บนฟากฟ้าอย่างเป็นสุข   คราวหน้าพบกันใหม่ครับท่าน

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ความจนทำให้คนมีมานะ ความมานะทำให้เกิดความสำเร็จ” สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกครั้ง สภาวการณ์ทางการเมืองก็ยังไม่มีอะไรคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การเกิดแนวความคิดสองขั้วก็กอให้คนในสังคมส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนเหมือนเดิม การกระทำก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงการที่จะทำให้คนในสังคมดีขึ้น ก็เรียกร้องเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นแต่นำพลังมวลชนที่ขาดข้อมูลขาดการไตร่ตรองโดยยึดหลักการเหตุผลมาร่วมเรียกร้องเพียงเพื่อสนองความสะใจของตนเองเท่านั่นเอง  คือต่างคนต่างพูดโดยไม่ได้เอาหลักการข้อตัวบทกฎหมายขึ้นพูดกันดันแต่เรื่องที่ตนได้ประโยชน์เป็นหลักในการพูดให้คนเชื่อและเห็นตาม    ก็ว่ากันไป

         ก็มาพูดเรื่องคำอีสานประจำสัปดาห์นี้กันกับคำว่า “ซูน”

         ซูน  เป็นคำอีสานที่บอกลักษณะที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาสัมผัสกัน  หมายถึง โดน, ถูก, แตะต้อง, ถูกเนื้อต้องตัว,สะกิด,สัมผัส,กระทบกัน,ชน,ต้อง  แบบเบาๆโดนไม่ได้ตั้งใจ  อาทิ  หนุ่มสาวนั่งอยู่ที่มานั่งตัวเดียวกันต่างคนต่างขยับตัวเลยทำให้บ่าไหล่หรือมือหรือส่วนใดส่วนหึ่งของร่างกายเกิดไปโดนกันโดยไม่ได้ตั้งใจก็จะบอกว่า “ซูนคีงกัน”

          ตอนเช้ามืดหนุ่มน้อยบ้านานอนอยู่บนเถียงนาน้อย ลมยามเช้าพัดมาทำให้อากาศหนาวเข้ามากระทบร่าง หนุ่มน้อยบ้านนาดึงผ้าห่มเข้ามาคลุมกาย ได้ยินเสียงร้อง จิ๊บๆอยู่บนต้นทองกวาวที่ออกดอกสีแสดอยู่เต็มต้น พยามข่มตาให้หลับแต่ก็ไม่หลับจึงสลัดผ้าห่มออกมานั่งที่ขอนไม้ข้างถียงนามองดูนกตัวเล็กร้องและกระโดดไปมาจับดอกทองกวาวดอกนี้มีดอกนั่นทีเพื่อจิกดูดน้ำหวานของดอกไม้อย่างเป็นสุข  หนุ่มแคนขึ้นมาเปล่าลายตาเต้นก้อนไล่ไปตามจังหวะการเต้นของนกบนกิ่งไม้ดังไปทั่วท้องทุ่งนา  วัวควายของชาวบ้านวิ่งลงสู่ทุ่งนา นกเอี้ยงกลุ่มหนึ่งส่งเสียงดังสนั่นท้องท้อง การ้อง กา กา พร้อมกับบินไปบนท้องฟ้า  เสียงนกเขาขันคูอยู่บนคาคบไม้ เป็นเสียงดนตรีธรรมชาติประกอบดนตรีพื้เมืองของอีสานช่างไพเราะยิ่งนักในยามเช้าของวันนี้

           ชีวิตใหม่ในยามเช้านี้ดำเนินขึ้นแล้วทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณของชีวิต  บางชีวิตหลังจากออกจากรวงรังไปแล้วไม่มีโอกาสกลับถิ่นฐานเดิมก็มีเพียงระยะชั่วข้ามวันก็เพราะการดิ้นรนเพื่อปากท้องของตนและครอบครัวที่จะดำรงชีวิตอยู่เท่านั้นเองนี่คือ วัฏจักของชีวิตโดยแท้   สาวน้อยบ้านทุ่งก็เป็นอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังกระตือรือร้นในการตระเตรียมข้าวปลาอาหารเตรียมออกสู่ท้องทุ่งเพื่อทำภารกิจในแต่ละวันของตนตามบทบาหน้าที่ที่ถูกจัดวางเอาไว้ในช่วงของเวลา  พอจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย สวมเสื้อผ้าทำงานสวมทับด้วยเสื้อแขนยาวแขนกระบอก ตามด้วยผ้าคลุมหัวทับด้วยหมวกปีกอีกที ยกหาบขึ้นบ่าเดินลงจากบ้านมุ่งหน้าสู่ท้องทุ่งซึ่งเป็นที่ทำงานเพื่อรับรายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัวเหมือนชีวิตอื่นในยามยามเช้าของวันนี้

        พอเดินลัดเลาะฝ่าดงน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามยอดหญ้าที่คนนาขณะเดินเหยียบย่างไปแต่ละก้าวจนมาถึงท้องทุ่งใกล้เถียงนาของหนุ่มก็ได้ยินเสียงแคนดังมากระทบโสตประสาทก็รู้สึกดีใจขึ้นมาในบัดดลว่าหนุ่มซึ่งตนรักและแอบวางเป้าหมายของชีวิตไว้ร่วมกันยังไม่เป็นอะไรในยามค่ำคืนที่ผ่านมา   เท้าก้าวเร่งเร็วขึ้นเพื่อจะได้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น เมื่อมาถึงเถียงนาน้อยสาวมองเห็นหนุ่มกำลังนั่งบนขอนไม้เป่าแคนอย่างเป็นสุขก็วางหาบเข้าไปนั่งเคียงข้างหนุ่ม” อ้ายนอนมื้อคืนหลับฝันดีบ่”  พี่คืนนี่ผ่านมานอนหลับฝันดีไหม  สาวเอ่ยถามหนุ่ม   “นอนหลับดีอยู่แต่บ่มีฝัน คือสิแหม่นนอนหลับก่อนเลยบ่ได้ฝัน”  หลับดีอยู่แต่ไม่ได้ฝัน  ที่ไม่ได้ฝันคงเป็นเพราะนอนหลับก่อนเลยไม่ได้ฝัน   หนุ่มถอนปากออกจากเต้าแคนตอบสาว “เว้าโพดแท้นออ้ายนี่  เขากะนอนหลับก่อนตั๋วจั่งข่อยฝัน นอนบ่หลับสิฝันได้บาดจั่งได๋  คันซั้นเขากะบ่หว่าฝันละนอ กะหว่าแหม่นอีหลีตี๋คันบ่แล้วฝันนั้น “   อ้ายพูดเกินไปแล้ว  จะฝันก็ต้องนอนหลับก่อน ถ้าหากนอนไม่หลับแล้วเป็นไปตามนั้นก็เรียกเป็นจริงจะว่าฝันได้อย่างไร  สาวตอบหนุ่มพร้อมกับหัวเราะ “กะอ้ายอยากให้มันแอหม่นอีหลี จั่งบ่อยากฝัน” ก็พี่อยากให้มันเป็นจริงจึงไม่อยากฝัน  “อ้ายอยากให้อีหยังเป็นอีหลีล่ะอ้าย”   พี่ให้อะไรละเป็นจริงละพี่  สาวถามหนุ่ม “อยากให้น้องมาอยู่เถียงนำอ้ายเบิดมื้อเทิงกลางวันและกลางคืน  มื้อได๋เดือนแจ้งจั่งสิได้นั่งคันนาแหนมเบิ่งอี่เกิ้งนำกัน”    อยากให้น้องมาอยู่เถียงนากับพี่ทั้งวันทั้งคืน วันใดเดือนหงายจะนั่งบนคันนาชมจันทร์ด้วยกัน   หนุ่มตอบ  โอ้ย... หนุ่มอุทานขึ้นเมื่อโดนมือทุบหลังหนึ่งที  “ซูนคีงกะซูนข่อยๆกะได้ดอกน้อง นี่มันซูนแฮงโพดอ้ายเจ็บได๋นี่”   สัมผัสกายพี่สัมผัสเบาก้ได้ นี่สัมผัสแรงเกินไปพี่เจ็บนะนี่   หนุ่มตอบ สาวลูกขึ้นยืนพร้อมบอกว่า “กะอย่าหว่ามันเป็นจริงตี๋ละ กะหว่าฝัน นี่ละเขาหว่าฝันยามนอนบ่หลับ สิฝันอีอยู่บ๋”   ก็อย่าคิดว่ามันเป็นจริงสิ ให้คิดว่าฝัน  นี่แหละเขาว่าฝันขณะนอนไม่หลับ จะฝันอีกไหมละ   สาวตอบพร้อมทำค้อนหนุ่มหยิบหาบเดินงอนตุ๊บป่องออกไปจากเถียงนาน้อย ปล่อยหนุ่มมองตามหลัง อมยิ้มร้องถามหลังไปว่า “มื้อแลงมานั่งใกล้ให้ฝันอีกแหน่เดอ”   ตอนเย็นกลับมานั่งใกล้ให้ฝันอีกหน่อยนะ   สาวเดินไปอย่างไม่เหลียวหลัง  คราวหน้าพบกันใหม่.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “การใช้กำลังอำนาจ ไม่ใช่เป็นการแก้ไขที่ดี” สวัสดีครับผมกันอีกก็มีเรื่องมีราวที่วุ่นวายในด้านการเมืองอย่างไม่สิ้นสุด ต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อความถูกต้องแล้วไม่เห็นใครจะทำให้ถูกต้องตามกติกาของสังคมกันเลย เมื่อทำแล้วยังยิ่งได้รับความวุ่นวายแต่ซะใจคนที่กระทำแล้วมันทำเพื่ออะไรกันแน่ ก็ขอให้พิจารณาให้ดีก่อนที่จะเชื่ออะไร การจะเชื่ออะไรนั้นให้คำนึงถึงกฎกติกาที่ตั้งไว้ไม่ใช่เอาความรู้สึกนึกคิดของตนมาตัดสินแล้วสรุปมันยังไม่เพียงพอ

          คราวนี้ก็มารู้จักคำอีสานอีกคำหนึ่งว่า “ต้อนแต้น”

          ต้อนแต้น  เป็นคำที่บอกลักษณะของการห้อยของสิ่งของที่มีขนาดเล็ก รูปร่างกลม ห้อยแขวนแกว่งไปมา เรียกว่า ห้อยต้อนแต้น แต่ถ้าสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ก็จะเรียกว่า ห้อยโต้นเต้น

           พลบค่ำตะวันทอแสงแยงมาสู่ทิวไม้ในท้องทุ่ง  วัวควายเดินลงสู่หนองน้ำ วัวและเล็มหญ้าอยู่ข้างหนองน้ำหลังจากที่ลงไปกินน้ำในหนองแต่ฝูงควายลงไปในหนองน้ำ บางตัวก็เอามุดลงไปในน้ำ บางตัวก็ลอยลงไปในน้ำลึก มุดลงกัดกินหญ้าและเขาขวิดน้ำให้แตกกระจายเป็นฟองเพื่อคลายจากความร้อน  เหล่าหมู่นกเอี้ยงก็บินมาจับที่หลังควายจิกกินริ้นไรให้ควายทำให้แต่ละฝ่ายได้ประโยชน์ ต่างฝ่ายต่างได้ผลตอบแทนที่เท่าเทียมก็อยู่กันอย่างเป็นสุข

           หนุ่มน้อยบ้านนาหลังจากทำงานในท้องทุ่งนามาทั้งวัน ก็คลายเหนื่อยด้วยการขึ้นมานั่งบนเถียงนาน้อยหลังคามุงจาก นั่งห้อยขาหันสู่ท้องทุ่งหยิบพิณคู่ใจขึ้นมาดีดกรีดสายเป็นทำนองลำเพลินกล่อมท้องทุ่ง มองดูเหล่านกกาบินกลับรังเป็นฝูงฝูงแล้วฝูงเล่า หวังเข้าพักผ่อนเอาแรงเพื่อจะได้ออกไปหากินในวันข้างหน้า  บางฝูงกลับครบตามจำนวนแต่บางฝูงกลับไม่ครบตามจำนวนที่บินออกไปในตอนเช้าโชคร้ายไปโดนกระสุนปืนหรือถูกสัตว์อื่นทำร้ายเสียชีวิตในระหว่างการหากินในตอนกลางวันที่ผ่านมา  เขาจึงบอกว่าไม่คนหรือสัตว์จะต้องประสบความเดือดร้อนพบอันตรายถึงชีวิตเพราะเรื่องของการกิน  ไม่มีกินก็ลำบาก มีมากกินมากก็ลำบากเป็นโรคภัยขึ้นได้  ดังนั้นจึงควรพินิจพิจารณาในเรื่องการกินว่าเราจะกินเพื่ออยู่หรือจะอยู่เพื่อกิน  หากกินแต่พอดีหนี้ก็ไม่เกิด สุขภาพก็ดีไม่มีโรคภัยในการกิน

           เสียงเพลงลำเพลินจากพิณของหนุ่มน้อยบ้านนาดังไปทั่วท้องทุ่ง  สาวน้อยบ้านทุ่งหลังจากทำงานก็หาบตะกร้าเดินลัดเลาะมาตามคันนามุ่งหน้ากลับเข้าบ้าน มาเดินเข้าใกล้ได้ยินเสียงลำเพลินสาวน้อยอดไม่ได้ก็ลำเสียงเบาๆคลอไปตามจังหวะพิณ  พอเข้าไปถึงเถียงนาก็เดินขึ้นไปนั่งข้างหนุ่ม ฟังเสียงพิณ หนุ่มหันมามองแล้วยิ้มให้ส่วนมือยังดีดพิณอยู่ พอจบเพลงก็ละมือลงจากพิณ “อ้าวเซาแล้วบ่อ้ายกำลังหม่วน”  อ้าวหยุดแล้วหรือพี่ กำลังสนุกเลย   สาวถาม  “เซาตั๊ว อายสาวมานั่งแหนมเบิ่งคักเอาเหลือ”  หยุดนั่นแหละ อายสาวมานั่งมองดูอยู่ใกล้แบบนี้   หนุ่มตอบสาใช้ฝ่ามือตบที่ไหล่หนุ่มหนึ่งที”อ้ายมื้อแลงไปฟังลำในเมืองบ่ เขาจัดงานฉลองพัดยศอาจารย์วัดใหม่”  ตอนเย็นนี้ไปฟังลำที่ในเมืองไหม เขาจัดงานฉลองพัดยศอาจารย์วัดใหม่  สาวถาม “อ้ายบ่ไปดอกเบื่อเขาไล่ตีกัน  อยู่ถ่งนานอนเบิ่งเดือนดาวสบายใจกั่ว” พี่ไม่ไปดอกเบื่อเขาไล่ตีกัน อยู่ทุ่งนานอนดูดวงจันทร์สบายใจกว่า หนุ่มตอบ   “อ้ายเจ้าได้อีหยัง มาห้อยต้อนแต้นอยู่เถียงนั่นละอ้าย”

พี่ได้อะไรมาแขวนห้อยย้อยอยู่ในเถียงนาพี่  สาวถาม  “อ้ายเข้าไปในป่าเห็นหมากไม้กลมๆแห้งอยู่กะเลยเก็บมาห้อย งามบ่” พี่เข้าไปในป่าเห็นผลไม้แห้งในป่าลูกกลมๆเล็กเลยเก็บมาห้อยสวยไหม   หนุ่มตอบ  “ตกลงอ้ายบ่ไปฟังลำกับน้องแหม่นบ่  คันซั้นน้องสิไปนำผู้บ่าวบ้านใต้ดีกั่ว”  ตกลงพี่ไม่ไปฟังลำกับน้องใช่ไหม อย่างนั้นน้องจะไปกับหนุ่มบ้านใต้ดีกว่า” สาวตอบแล้วเดินลงเถียงไป   หนุ่มมองตามหลังไปติดๆ สาวหันมาค้อนก่อนเดินจากไป   พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “ความอดทนเป็นประตูสู่ความสุขสำราญ” สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง แต่ก็ต้องขออภัยในช่วงนี้ผู้เขียนสุขภาพไมค่อยดีต้องเทียวเข้าออกโฮงปัวอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ไม่ได้นำเสนอคำอีสานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ขาดหายไปหายสัปดาห์  แต่ใจยังคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องนำมาฝากท่านผู้อ่านให้ได้ ประกอบกับเจอกับเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดน ซึ่งเกิดจากการแบ่งเขตแดนกันนั้นเป็นเรื่องของการเมืองการปกครองแต่ประชาชนในท้องถิ่นมีความต้องการไปมาหาสู่กัน ก็ไม่ทราบว่าการเมืองการปกครองนั้นมันทำเพื่ออะไรกันแน่

         เอาละก็ว่ากันไปตามรูปแบบของท่านผู้มีอำนาจวาสนาทั้งหลายที่เข้านั่งในสภาเล่นละครตบตาประชาชนหาทรัพย์ ส่วนพวกเราก็มารู้จักคำอีสานประจำสัปดาห์นี้ด้วยคำว่า “คัวนัว”

         คัวนัว  เป็นคำที่บอกลักษณะของสภาพบรรยากาศ  หมายถึง สลัว, ทึบ, หนา,  ไม่ชัดเจน, เลือนราง, ฝ้ามัว , หมอกหนาหนามองอะไรไม่เห็นได้ชัด เรียกว่า หมอกคัวนัว

           ยามเช้าของวันใหม่เป็นห้วงเวลาเริ่มต้นของชีวิตใหม่ในแต่ละวัน สรรพสิ่งในโลกหลังหลับนอนพักผ่อนเอาแรง ต่างก็ตื่นขึ้นมาเตรียมภารกิจของตน แต่ก็มีบางชีวิตที่ต้องออกหากินหรือทำภารกิจในเวลากลางคืนก็เริ่มทยอยกลับเข้ารวงรังเพื่อพักผ่อนเช่นกัน ในแต่ละวันจะผลัดเปลี่ยนกันอย่างนี้ ชีวิตทุกชีวิต้องต้องสู้เพื่อความอยู่รอดของตน  เหล่านกกาโบยบินออกมาส่งเสียงเรียกรวมพลพรรคเตรียมออกหาล่าอาหาร เตือนให้คนได้รู้ว่านี่คือวันใหม่  หมอกก็กลายเป็นน้ำค้างบนยอดหญ้ายามเช้าพอแสงแดดส่องแสงกล้าขึ้นก็เหือดหายไปปล่อยปลายหญ้าให้แห้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนชีวิตของคนเราบางครั้งมีทุกสิ่งอย่างตามต้องการแต่ไม่นานอาจจะยังไม่ข้ามคืนสิ่งที่มีก็หายไปก็มีอยู่ที่ว่าจะรักษาเอาไว้ได้หายสักเพียงใด

          สาวน้อยบ้านทุ่งตื่นขึ้นมาในยามเช้าเข้าไปในครัวหุงหาอาหาร นำหม้อนึ่งขึ้นตั้งไฟยกหวดที่ซาวข้าวเหนียวแช่ไว้ใส่ยกขึ้นตั้งบนหม้อนึ่ง นั่งข้างเตาไฟอ่านหนังสือสุภาษิตอีสานไปเพื่อรอเวลาให้หม้อข้าวไอแล้วกลับข้าวเหนียวในหวดก่อนที่จะปล่อยวันสักครู่แล้วก็ยกลงมาเทใส่กระด้งใช้ไม้เขี่ยไปมาเพื่อให้ไอน้ำที่จับอยู่ในเม็ดข้าวเหนียวที่สุกออกไม่จับอยู่เมื่อข้าวเย็นจะกลายเป็นน้ำทำให้ข้าวแฉะกินไม่อร่อยและปั้นไม่จับกันเป็นก้อนตลอดจนทำให้บูดเน่าได้ง่าย

         พอสาวน้อยส่ายข้าว(การยกหวดข้าวลงมาใช้ไม้เขี่ยเอาไอน้ำออกขั้นตอนนี้เรียกกันว่า “ส่ายข้าว” ไม้ที่นำมาส่ายข้าวจะเป็นไม้พายขนาดพอเหมาะมือชาวอีสานเรียกว่า”ไม้กะด้าม,ไม้ก้อนด้าม แล้วแต่สำเนียงในแต่ละถิ่น) เสร็จก็ทำข้าวเหนียวเป็นก้อนใหญ่ยัดลงใส่กล่องข้าวเหนียว เอาขึ้นห้อยไว้ก่อนเข้าไปในห้องเตรียมส่องกระจกดูหน้าตา สวมเสื้อผ้าเตรียมออกสู่ท้องทุ่ง พอเดินออกมาจากห้องก็พบกับดวงอาทิตย์กลมโตที่ข้างขอบฟ้า ทอแสงสีทองสดใสให้ความสว่างแต่พื้นผิวโลก  สวน้อยบ้านทุ่งกลับเข้าในครัวอีกคราเห็นเตาไฟมีถ่านแดงฉานนึกได้ไปที่กล่องข้าวนำมาปั้นโรยเกลืออังไฟแล้วก็ตามด้วยนำไข่มาทา จนสุกเหลืองสองสามปั้นแล้วเอาใบตองมาห่อลงตะกร้าลงจากบ้านมุ่งหน้าสู่ท้องทุ่ง

        ขณะที่เดินลัดเลาะตามคันนาเห็นตอซางข้าวสีเหลืองแห้งกรอบบางต้นล้มลงติดกับพื้นดิน บางต้นเริ่มผุพัง บางทีนาก็ใช้ไฟเผาตอซังข้าวซึ่งเป็นการทำลายปุ๋ยธรรมชาติไปโดยใช่เหตุ พอเข้าไปใกล้กระท่องของหนุ่มน้อยบ้านนาคนรักก็เห็นหนุ่มกำลังใช้มีดตักตอซังข้าวนำมากองกันไว้วางทับกันเป็นชั้นๆ สาวน้อยนั่งลงข้างคันนา แอบมองดูหนุ่มก้มๆเงยๆทำงานอย่างคล่องแคล่วอาบแสงแดดยามเช้าตรู่คู่ไปกับเสียงดนตรีธรรมชาติที่นกกาเป็นผู้บรรเลง ลมพัดกระโชกมาเป็นครั้งคราว สาวหยิบได้ท่อนไม้เล็กโยนไปข้างๆหนุ่มนาสองสามครั้ง หนุ่มมองไปตามเสียงแล้วมองรอบๆไม่เห็นมีอะไรก็ก้มลงทำงานต่อ พอหลายทีก็เลยเดินมาที่คันนา  เสียงหัวเราะของสาวน้อยดังขึ้นหนุ่มน้อยยิ้ม “เห็นแล้วโตผีหลอก ผีผู้งามมาหลอกยามเช้าดีแหน่ บ่คือผีหลอกในตอนกางคืน บ่ย่านดอก ผีงามๆจั่งซี้”   เห็นตัวผีที่มาหลอก ผีสวยๆมาหลอกในตอนเช้าดีหน่อย ไม่เหมือนผีหลอกในตอนกลางคืน  ไม่กลัวหรอกผีสวยๆแบบนี้   หนุ่มพูดขึ้น  “บ่ย่านตี๊จั่งแหนมเบิ่งงวกหน้างวกหลัง เจ้าของนั่นละหลอกเจ้าของอย่าว่าผู้อื่นเลยอ้าย”   ไม่กลังละสิ  มองดูเห็นหันหน้าหันหลังทำท่าเหมือนจะวิ่งหนี ตัวเองนั่นแหละหลอกตนเอง อย่ามาว่าคนอื่นเลยพี่   สาวตอบไปก่อนเดินไปนั่งบนคันนาเคียงคู่กับหนุ่มอย่างเป็นสุข พร้อมหยิบข้าวจี่ที่ห่อใบตองออกมาส่งให้หนุ่มปั้นหนึ่งส่วนอีกปั้นตนก็กัดกินอย่างอร่อย “อ้ายตัดต้นเฟืองมากองกันไว้เฮ็ดหยัง” พี่ตัดตอซังข้าวมากองกันไว้ทำไม  สาวน้อยถามหนุ่มขณะกัดกินข้าวเหนียวจี่  “ตัดมากองเอาไว้ มื้ออื่นสิเข้าไปในเมืองซื้อเซื้อเห็ดเฟืองมาใส่ให้มันออกเอาไว้เก็บกิน ดีกว่าเผาทิ้งทำให้ปุ๋ยในดินเสียไปเฉยๆ” ตัดมากองเอาไว้พรุ่งนี้จะเข้าในเมืองซื้อเชื้อเห็ดมาปลุกไว้เก็บกิน ดีกว่าเผาทิ้งทำให้ปุ๋ยธรรมชาติในดินเสียไปเฉยๆ    หนุ่มตอบ  “อ้ายมื้อนี่หมอกหลายหนอ แหนมไปทางได๋เป็นคัวนัว คือจั่งลอยอยู่เทิงฟ้า” พี่วันนี้หมอกมากนะมองไปทางใดสลัว เหมือนลอยอยู่บนท้องฟ้า  “เคยขึ้นละบ๊อจั่งฮู้” เคยขึ้นแล้วหรือจึงรู้นะ “เคยนละหนอ เคยชึ้นไปในควมฝัน” เคยสิ เคยขึ้นไปในความฝันไง  สาวตอบพร้อมหัวเราะแจ่มใส “หมอกหนาจั่งซี้แหนมไปใสกะคัวนัวแหนมเบิ่งหน้าน้องแห่งงามหลาย” หมอกหนามองดูสลัวแบบนี้พอมองดูหน้าน้องยิ่งสวยมากขึ้น  หนุ่มตอบ “เห็นงามยามมีหมอถ่อนั่นบ๊อ อยู่ผู้เดียวเดอบ่ออยู่นำแล้วไปละ คนงามอยู่สู่เป็นหยังมาหว่าเขางามยามมีหมอกคัวนัว”  เห็นงามตอนมีหมอกแค่นั่นหรือ อยู่คนเดียวนะไปละ คนเขางามทุกวันทำไมจึงมาว่าเขาสวยตอนมีมีหมอกสลัว  สาวพูดจบก็ลุกเดินหนีจากไป  หนุ่มกลั้นหัวเราะท่าทางอาการงอนของสาวที่เดินไปอย่างไปเหลียวหลัง พอกันใหม่คราวหน้าครับ

     

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ความรู้ทำให้ถ่อมตน ไร้ความรู้ทำให้จองหองอวดดี”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้งก็ล่วงเลยพ.ศ.ใหม่มาหลายราตรี บางคนรอความโชคดีจากพรของผู้หลักผู้ใหญ่หรือมวลมิตรว่าเมื่อไรจะสำเร็จสักกะที   หากมัวแต่รอโชคชะตาคงไม่มีมาให้ประสบผลแน่ สิ่งที่จะทำให้ประสบผลก็คือการกระทำที่มีสติประกอบด้วยปัญญา บวกด้วยความขยันหมั่นเพียรอดทนและทักษะความรู้ที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เรียนประถมมัธยมอุดมศึกษามาผสมผสานกันจนกลายเป็นงานขึ้นมาจึงจะประสบความสำเร็จ  จะให้ลาภลอยมาหาโดยขาดการแสวงนั้นคงยากเต็มที  

        คราวนี้ก็นำคำอีสานมาบอกกล่าวเช่นเคยด้วยคำว่า “หมิ่นหลิ่น”

        “หมิ่นหลิ่น”  เป็นคำอีสานที่บอกลักษณะเกลี้ยง ไม่มีอะไร   หมายความว่าเกลี้ยงเกลา  ลูบคลำจะไม่มีอะไรเกาะที่มือ  เรียบเนียน  ราบเรียบจนไม่มีสะดุดมือเมื่อสัมผัส  หรือมองดูแล้วมันนวลเนียนจนบรรยายไม่ถูก  หากเงินในกระเป๋าไม่แม้แต่สตางค์เดียวก็จะบอกว่ากระเป๋าแปนเกลี้ยงหมิ่นหลิ่น

          ณ ท้องทุ่งนาที่เต็มไปด้วยตอซังข้าว มองไปเป็นสีเหลืองเต็มท้องทุ่ง   ยามเช้าเห็นหมอกขาวแผ่ปกคลุมท้องทุ่งมองเห็นคนขมุกขะมัว  ฝูงวัวควายถูกปล่อยออกจากคอกวิ่งกระโดดโลดเต้นร้องลงสู่ท้องทุ่งด้วยความดีใจที่ได้อิสระและได้มาเห็นอากาศที่สดชื่นในทุ่งนา   นกการ้องส่งเสียงชักชวนเพื่อนโบยบินออกาหากินยามเช้าตรู่ บินไปเป็นคู่ๆ บินท้องฟ้าเห็นฝูงนกเป็ดน้ำบินจับกลุ่มเป็นฝูงบินรอบๆหนองน้ำใหญ่ที่มีกอบัวสีส้มเผยอบานรับแสงอาทิตย์   เหล่าแมลงภู่ผึ้งก็บินวนเวียนไปมาหาน้ำหวานตามดอกบัวและดอกของต้นไม้เล็กๆที่อยู่ในหนองน้ำ  นั่นคือวิถีชีวิตชองท้องทุ่งในยามเช้า

         หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นมาก็ต้องทำหน้าของตนเฉกเช่นกัน  หนุ่มลงท้องทุ่งนำไถไถนาท้องนาพรวนดินขึ้นเตรียมปลูกพืชผัก เพื่อจะได้เป็นอาหารในการเลี้ยงชีพและที่เหลือก็แบ่งปันให้ญาติมิตร หากมีมาก็นำไปขายเพื่อเป็นทรัพย์สินนำมาลกกับปัจจัยสี่ที่จำเป็นในชีวิตก็ถือว่าเป็นสุขแล้วสำหรับชีวิตของคนคนหนึ่ง จะไปดิ้นรนอะไรให้มากความ ไถวนไปหลายรอบจนหมดกระทงนา หนุ่มปล่อยควายออกจากไถมานั่งมองดูพืชผักในแปลงที่ตนปลูกไว้แทงช่อทอดยอดสีเขียวงามอย่างเพลินใจ     ตุบ....เสียงดังที่หลัง  หนุ่มสะดุ้ง   เหลือบไปเห็นสาวน้อยบ้านทุ่งโผขึ้นมาจากคันนา  ยิ้มแฉ่ง   ก้าวขึ้นมานั่งข้างๆ  “อ้ายๆๆมื้อคืนอยู่ถ่งนาอ้ายแนมเห็นแสงไฟอีหยังบ่” พี่ๆๆเมื่อคืนนี้อยู่ทุ่งนามองเห็นแสงอะไรไหม   “อยู่ไส อ้ายคือเห็น” อยู่ที่ใดพี่ทำไมมองไม่เห็นเลย   หนุ่มตอบ   “อยู่ทางทิศตะวันออกนั่นเด”  อยู่ทางทิศตะวันนั่นไง  สาวพูดขึ้น “โอ๋ นั่นบ้อ แสงเขาจุดพลุอยู่ในเมืองพ้น” อ้อนั่นหรือ  แสงเขาจุดพลุที่ในเมือง    “อ้าย..น้องเอาข้าวจี่มาฝากเฮ็ดเองอย่างสุดฝีเลยได๋นี่” พี่น้องเอาข้าวจี่มาฝาก ทำเองสุดฝีมือเลยนะ ว่าแล้วสาวน้อยก็ล้วงเอาข้าวจี่ที่ตะกร้าออกมาให้หนุ่ม  หนุ่มรับมากัดกินอย่างอร่อย  พร้อมมองดูหน้าสาว “อ้าย....แนมเบิ่งน้องเฮ็ดหยังคักแท้ อายกะเป็นได๋”  พี่มองดูน้องทำไมล่ะ อายก็เป็นนะ  สาวพูดขึ้น   “มื้อนี่ หน้าน้องคืองามกั่วสูมื้อ”  วันนี้ใบหน้าของน้องทำไมสวยกว่าทุกวัน  หนุ่มพูด “งามจั่งได๋ กะคือสู่มื้อนั่นเบิ่งบ่คัดตี่นั่น”  สวยอย่างไรก็เหมือนเดิมนั่น ดูไม่ชัดล่ะสิ   สาวพูดพร้อมกับค้อน   “งามตั๋วมือนี่ แนมเบิ่งสองพวงแก้ม เกลี้ยงขาวงามเฮ็ดหมิ่นหลิ่นอยู่”  สวยสิ มองดูสองพวงแก้มเกลี้ยงเกลา “ เซาอย่ามาย่อง   กินข้าวจี่เขาแสบล่ะทำซงมาย่อง บ่เว้านำแล้ว”   หยุดเลยอย่ามายอ  กินข้าวจี่เขาอร่อยล่ะสิถึงมาแกล้งยอเขาไม่พูดด้วยแล้ว    สาวน้อยพูดพร้อมกับค้อนไปหลายตลบพร้อมลุกขึ้นเดินออกไป แกล้งทำไม้เหลียวหลังกลับมาดูหนุ่ม ปล่อยให้หนุ่มอมยิ้มมองดูความสวยของสาวตามไปติดๆๆ   คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “ผู้ที่ได้เงินมาง่ายๆ ก็จะจับจ่ายใช้สอยไปอย่างไม่มีขีดจำกัด”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง แม่จะเปลี่ยน พ.ศ.ใหม่แต่ความวุ่นวายทางการเมืองก็ยังไม่มีวีแว่วว่าจะลดความวุ่นวายน้อยลง  มีแต่จะเพิ่มทวีความวุ่นวายเพิ่มขึ้น เพราะเท่าที่ดูก็ไม่มีใครจะยอมกัน ไม่มีการเคารพกติกาของสังคมไม่ว่าจะยึดหลักนิติศาสตร์หรือคุณธรรม ต่างก็มุ่งแต่หาผลประประโยชน์และสุดท้ายก็จะล้มเหลวทั้งผู้ที่ชนะและผู้แพ้เมื่อบ้านเมืองไม่เป็นสุขทุกคนก็ต้องเดือดร้อน  นั่นเป็นเรื่องของการเมืองก็ไม่รู้ว่าจะลงเอยกันอย่างไร มีแต่คนตำหนิแต่ไม่มีใครแนะนำหรือเสนอแนวทางที่ดี คิดแล้วก็วังเวงครับ  มาพูดเรื่องคำอีสานกันดีกว่าสบายใจดี  มารู้จักกับคำว่า”แตกเหิบ”

           คำว่า แตกเหิบ  เป็นคำที่บอกลักษณะของลักษณะของการแตกแยกออกจากกัน  แตกระแหง  ดินที่ถูกแดดเผาร้อนแล้วแตกแยกออกจากกันเป็นรอยตารางและสามารถงัดขึ้นมาก้อนๆได้ เรียกว่า “ดินแตกเหิบ”

         แดดส่องแสงอ่อนๆในตอนเช้าเหล่านกกาพากันบินออกจากรัง นกเอี้ยงส่งเสียงเซ็งแซ่อยู่บนคาคบไม้ ดวงอาทิตย์แสงสีแดงเล็ดลอดขึ้นเหนือราวป่า สาดส่องลงกะทบกับน้ำค้างที่จับอยู่บนยอหญ้าและต้นพืชเล็กตามพื้นดิน  ที่ผืนนาติดกับกระท่อมนาเขียวชอุ่มไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เหล่าแมงภูผึ้งบินว่อนจับดอกฟักทองดอกนั่นทีดอกนี่ทีสลับไปกับผึ้งเพื่อค้นหากินน้ำหวานพร้อมทำงานช่วยผสมเกสรให้กับหนุ่มน้อยบ้านนา ที่กำลังขุดแปลงอยู่อีกฟากหนึ่งเตรียมลงปลูกผักเพิ่ม เหวี่ยงจับฟันดินแข่งกับแสงแดดที่เริ่มเพิ่มความร้อนขึ้นทุกๆเสี้ยวของนาทีที่ขยับตัวขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเป็นจังหวะ

        “จ๊ะเอ๋”  เสียงดังจากข้างหลังหนุ่มน้อยบ้านนา    หนุ่มหยุดจอบหันไปดูพร้อมกับยิ้มให้สาวน้อยบ้านทุ่งที่เดินเข้ามาใกล้ พร้อมชูมือที่ถือถุงบรรจุข้าวผัด “อ้ายมาเซาวะก่อนมากิน ข้าวต้มผัดน้องเบิ่ง”  พี่หยุดงานก่อนมากินข้าวต้มผัดฝีมือน้องก่อน   สาวน้อยพูดและเดินมานั่งที่คันนาใกล้ๆกับหนุ่ม    หนุ่มหยุดวางจอมลงเดินไปนั่งเคียงข้างสาวน้อย  สาวน้อยหยิบข้าวต้มผัดมาคลี่ตองห่อออกแล้วส่งให้หนุ่ม หนุ่มน้อยบ้านนารับมากัดกิน  “อือ แซบหนอ เฮ็ดเองอยู่บ้อ” อือ อร่อยทำเองหรือเปล่า   หนุ่มพูด “เฮ็ดกับมือเลยได๋ หว่าบ่แซบเบิ่งตี้ละ สิบ่ใหกินยเบิ่ง”  ทำเองกับมือเลย  ว่าไม่อร่อยดูสิจะไม่ให้กินเลย  สาวตอบ  “เอามาใหม่เบิ่ง หยังฮู้บ่คักหว่าแซบน้อยฮือแซบหลาย” เอามาใหม่อีกสิยังไม่รู้รสว่าอร่อยมากน้อยแค่ไหน หนุ่มตอบ   สาวหยิบข้าวต้มผัดส่งให้หนุ่มอีก   “อ้าย  ปีนี้หนาวกั่วสู่ปีนออ้าย  เจ้านอนอยู่ถียงหนาวแฮงบ่”  พี่ปี่นี้มากกว่าทุกปีนะ  พี่นอนอยู่เถียงนาหนาวมากไหม  สาวถามหนุ่ม   “หนาวนั่นแหลว  ยามกางคืนลมแฮงๆ แขนขาอ้ายแตกเหิบเมิดแล้ว”   หนาวนั่นแหละ ตอนกลางคืนลมแรงมาก ผิวที่แขนขาของพี่แตกเป็นรอยหมดแล้ว  หนุ่มตอบ “หนาวคือบ่หาผู้มานอนนำละอ้าย”  หนาวทำไมไม่หาคนมาด้วยละพี่  สาวถามพร้อมกับยิ้ม   “คนสิมานอนำกะมาฮะมากายสื่อ บ่มานอนนำจักเทื่อ หว่าสิกอดเอาไว้มื้อนี่ละ”  คนจะมานอนด้วยก็เพียงแต่มาให้เห็ฯแล้วก็ผ่านไปเฉยๆว่าจะกอดเอาไว้วันนี้แหละ หนุ่มพูดพร้อมทำท่ายกแขนขึ้นจะกอดสาว  “นั่นมือดื้ออีกแล้ว”  นั่นมือซนอีกแล้ว   สาวพูดพร้อมเอากำปั้นทุบที่หลังหนุ่มดังอุบ โอย...เจ็บหัวใจ   หนุ่มอุทาน   สาวลุกเดินหนีไป ตามด้วยหันมาสบตาค้อนหนุ่มแถมท้าย  ปล่อยให้หนุ่มหัวเราะมองตามหลังสาวไปอย่างไม่ลดละ  พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        เงินไม่อาจจะมีมาถึงเราได้โดยไม่ทำอะไรเลย” สวัสดีครับ พบกันอีกทีก็กลายเป็นศกใหม่ปีใหม่กันแล้ว เวลานั้นมันแปรเปลี่ยนไปทุกเสี้ยวของลมหายใจเข้าออก  หากใครยังหลงลืมตัวมัวแต่ตัดพ้อต่อว่ากับชีวิตโดยไม่ได้คิดวางแผนให้ทันกับการแปรเปลี่ยนก็จะกลายเป็นสายหรือล่าช้าไปแล้ว   ปีใหม่ก็ไม่ต่างจากปีเก่าอญุ่ที่ตัวของเราเหมือนเดิมว่าจะเริ่มชีวิตอย่างไรถึงจะให้เกิดสุขในชีวิต พบกันคราวนี้ก็มารู้จักคำอีสานกับคำว่า “หมุ่นอุ้ยปุ้ย”

      หมุ่นอุ้ยปุ้ย  เป็นคำที่บอกลักษณะสิ่งของหรือลักษณะอาการของการแหลกละเอียด สับสนปนเปกันจนไม่สามารถแยกอะไรเป็นอะไรได้  แตกแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี    อาทิ  ในคืนวันที่31 ธันวาคม มีการจัดงานฉลองต้นรับปีใหม่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านมีเพื่อนมาร่วมร้องรำทำเพลงเต้นรกันอย่างสนุกสนานทั้งคืน พอตกตอนเช้ามาที่สนามหญ้าหน้าบ้านถูกเหยียบย่ำจนหญ้าแหลกแตกเสียหาย ลักษณะนี้ก็จะบอกได้ว่า “หญ้าหมุ่นอุ้ยปุ้ยเลย”

        รุ่งเช้าของปีใหม่ ดวงอาทิตย์ยังตรงต่อเวลามันมาทุกเช้าไม่เคยเกเรส่องแสงมาสู่โลกเช่นไรก็เป็นไปเช่นนั้น ยกเว้นแต่จะมีอะไรมาบดบังบ้าง  นกกาก็ส่งเสียงร้องบินออกจากรวงรังไปหากินเหมือนปีที่ผ่านมา ตอซังข้าวเหลืองทาท้องทุ่ง หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นมาก็ลงไปยกร่องเตรียมการเพาะปลูกผัก ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น มีกลุ่มหมอกปกคลุม หนุ่มนาก้มๆเงยๆอยู่กับการยกร่อง แข่งกับดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆลอยสูงขึ้นไปจากขอบฟ้า ทอแสงร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หมอกก็ค่อยจางหายไปด้วยที่ถูกแสงแดดรุกไล่ สาวน้อยบ้านทุ่งเดินมุ่งสู่ท้องนามาถึงเถียงนาของหนุ่มก็เหลียวมองหา เห็นว่ากำลังง่วนอยู่กับการทำงาน สาววางหาบตะกร้าลงแล้วค่อยย่องไปนั่งมองดูอยู่ที่คันนาโดยไม่พูดจา รอจังหวะว่าหนุ่มจะเหลือบมองมาเห็น “อ้ายมันทุกข์ยากฮ้าย เงินทองเขินขาดมีพอบาทเบี้ยกะเสียซ้ำแหม่นบ่ยัง”  หนุ่มส่งเสียงลำอยู่ในลำคอ สาวปรบมือให้ พร้อมกับหัวเราะ หนุ่มได้ยินเสียงหันมาดูแล้วยิ้มเขินๆ “น้องหล่าเจ้ามาฮอดแต่โดนบ้อ มานั่งจอบเบิ่งกันเฮ็ดเวียกกะบ่ปาบ่จา”  น้องมาถึงนานแล้วยัง  มาแอบนั่งดูคนทำงานไม่ให้สุ้มให้เสียงเลย    หนุ่มพูด มาแต่โดนแล้ว มาตั้งแต่อ้ายจ่มเรื่อทุกข์เรืองยากพุ้นละ” มานานแล้วมาตั้งแต่พี่บ่นเรื่องทุกข์ยากนั่นแหละ   สาวว่า  “คือสิทุกข์ยากแฮงนอ บ่เหลียวหน้าเหลียวหลัง นั่งเขี่ยแต่กองขี้ดิน”  คือจะทุกข์ยากลำบากมากนะ ไม่มองดูหน้าหลังเลยเอาแต่ก้มหน้าเขี่ยดิน สาวพูดกับ  หนุ่มหยุดแล้วมานั่งข้างสาวน้อย สาวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบได้กล่องชุดมีดตัดเล็บส่งให้หนุ่ม “อ้าย มื้อคืนข่อยไปเที่ยวงานกาชาด เห็นชุดมีดตัดเล็บกล่องมันงามกะเลยซื้อมาฝาก” พี่น้องไปเที่ยวงานกาชาดเมื่อคืนที่ผ่านมา เห็นกล่องมีดตัดเล็บสวยเลยซื้อมาฝาก    “ขอบใจหลายๆเด้อ ไป เที่ยวกะบ่ชวนเลยไปกับไผผู้บ่าวเอารถเก๋งมาฮับบ้อ”   ขอบใจมากนะ ไปเที่ยวก็ไม่ชชวนกันเลย ไปกับใครหนุ่มเอารถเก๋งมารับหรือ หนุ่มพูด   สาวได้ยินค้อนพูดว่า “ผู้บ่าวไสสิมาฮับ ผู้บ่าวอีน้องบ่ไปไสดอกอยู่แต่เถียงนา” หนุ่มที่ไหนละจะมารับ หนุ่มคนรักของน้องไม่ไปไหนหรอก อยู่แต่ที่กระท่อมนา     “อ้ายไปมื้อคืนรถหลายคนกะหลาย สับสนวุ่นวายไปเหมิดบ่หม่วนดอก  ตอนกลับถึงถนนแยกเลี่ยงเมืองเห็นรถชนกันสามคันซ้อน รถคันอยู่กลาง บ่หว่าหน้าหรือหว่าท้ายหมุ่นอ้ยปุ้ยเลย”    พี่คืนนี้คนก็เยอะคนก็เยอะวุ่นวายไปหมดไม่สนุกหรอก  ตอนขากลับที่แยกถนนเลี่ยงเมืองเห็นรถชนกันสามคันซ้อน รถคันที่อยู่ตรงกลางทั้งหน้าและท้ายแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดีเลย  สาวบอก   ซำบายแต่อยู่บ้านเฮา รถกะบ่ติด อากาศกะดี เงินบ่มีกะอยู่ได้ ข้าวกะมีกินแล้วสิเอาหยังอีก แหม่นบ่น้องหล่า”  สบายแต่อย้านเรา รถก็ไม่ติด  อากาสก็ดี เงินไม่มีก็อยู่ได้ ข้าวก็มีกินจะเอาอะไรอีก ใช่ไหมน้อง   หนุ่มพูดขึ้น   “อยู่หม่วนปานนี้ยังจ่มหว่าทุกข์ยากอยู่นั่นเด” อยู่สนุกสบายดีปานนี้ยังบ่นว่าลำบากอยู่นั่นไงสาวพูดต่อ  “กลอนลำมันพาไปสื่อๆ   ยากอี่หลีนั่นมีอยู่ในใจ อุกอย่างเดียวบ่เงินสิไปขอผู้สาวมานอนซ้อน”   กลอนลำพาไปเฉยๆ ยากลำบากจริงมีเรื่องเดียวอยู่ใจทุกข์ใจไม่มีเงินไปขอสาวมานอนกอด “ถ่าไปอีกห้าสิบปีเด้ออ้าย ผู้สาวยังบ่เกิด” รอไปอีกห้าสิบนะพี่  สาวยังไม่เกิด  สาวพูดพร้อมยกมือขึ้นทุบหหลังหนุ่มเบาๆก่อนส่งสายตาค้อนลุกเดินหนีไป หนุ่มได้แต่มองตามไล่หลังสาวเดินออกไป คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “เวลาที่จะทำสิ่งถูกต้อง ย่อมเป็นเวลาที่ถูกต้องเสมอ” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งก็ล่วงเลยเวลามาเกือบจะสิ้นปีกันแล้ว เป็นเดือนที่สิบสองในหนึ่งปีแต่ชีวิตและความเป็นอยู่ก็ยังไม่ดีขึ้น ความยากลำบากก็ยังเหมือนเดิม บางเกิดความท้อถอยในชีวิต ก็ขอให้ทำใจในโลกนี้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่าคิดมาก  และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็มีอยู่สองอย่างคือเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีและเปลี่ยนแปลงทางที่ไม่ดี ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่บุคคลว่าอะไรดีอะไรไม่ดี และอีกอย่างที่เปลี่ยนอย่างไม่หยุดยั้งไม่วาจะดีหรือไม่ดีก็คืออายุของเราจะเพิ่มขึ้นทุกลมหายใจเข้าออกไม่มีลดมีแต่เพิ่มก็ให้เราภูมิใจว่าในชีวิตของเรายังสิ่งเพิ่มขึ้นให้ทุกเวลา เงินทองทรัพย์สินจะไม่เพิ่มแต่อายุเพิ่มให้ทุกเวลาเป็นสิ่งชดเชยสบายใจได้ อย่าท้อกันนะครับเราเกิดมาเพื่อการต่อสู้ ต่อสู้มานานแล้วต่อสู้อีกต่อไปจะเป็นไรไป สักวันผลการต่อสู้ก็จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้สักวัน   อย่าท้อ อย่าท้อ......

        พบกันอีกครั้งกับคำอีสานประจำสัปดาห์กับคำว่า “ต่อหย่อ”

        ต่อหย่อ  เป็นคำที่บอกลักษณะของการหดของสิ่งของ  ย่นยู่   ยับบี้เข้าหากัน ยับยู่ยี่  ลักษณะของการนอนงอคุดคู้  หรือเสื้อผ้าที่ไม่ได้รีดยับยู่ยี่ก็จะบอกว่า หดเฮ็ดต่อหย่อ   รถยนต์ชนกันสามคันคันที่อยู่กลางถูกชนจนยับยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังยับเข้ากลาง ลักษณะแบบนี้ที่เรียกว่า หดเฮ็ดต่อหย่อ

        ตอนเช้าตรู่ที่ท้องทุ่งในยามนี้จะได้ยืนเสียงดังของการตีข้าวของแต่ละลานนวดข้าวของแต่ละคนที่เป็นชาวนา บางคนก็จะมีคนมาช่วยตีข้าวมากก็จะแข่งขันเสียงดังกัน  นั่นก็หมายถึงการมีพละกำลังของแต่ละคน  หลังจากตีข้าวให้เมล็ดข้าวล่วงออกหมดก็จะมีการซัดมัดฟางแข่งขันกันสร้างความสนุกสนานอีกแบบในรูปของคนอีสาน  แต่ปัจจุบันนั้นบรรยากาศนี้เกือบจะหาดูได้ยากขึ้นทุกวัน จะด้วยการที่คนเรารีบร้อนดิ้นรนกันมากขึ้นจึงให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป  แต่ที่ข้างเถียงนาน้อยของหนุ่มน้อยบ้านายังมีอยู่   หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นแต่เช้ามาฟาดข้าคนเดียว  ตีมัดข้าวลงก็ฟังเสียงดังตุ้มๆและเสียงซ่าของเมล็ดข้าวที่ล่วงหล่นออกจากมัดข้าวไปสร้างความสุขให้กับหนุ่มอีกอย่าง  ข้างลานนวดข้าวก็ก่อกองไฟไว้หาเผือกมันและข้าวหลามมาเผารอพอพักก็ไปเขี่ยนำออกมากินช่างเป็นความสุขของคนบ้านซะจริงๆไม่ต้องซื้อหาให้เสียสตังค์

     พอช่วงสายแสงแดดส่องมาเหล่านกกาส่งเสียงร้องบินออกจากรวงรังเป็นสัญญาณว่าถึงสวันใหม่ที่ต้องเริ่มต้นของชีวิตการต่อสู้เพื่อปากท้อง ต้องไปเสี่ยงกับความเป็นความตายว่าจะรอดกลับมาที่รวงรังเหมือนเดิมหรือไม่  คนและสัตว์ก็ไม่แตกต่างกันยากลำบากเพราะปากท้องตนเอง    สาวน้อยบ้านทุ่งนุ่งผ่าถุงสวมเสื้อแขนยาวผ้าปกคลุมใบหน้า สวมหมวกปีกทับผ้าที่คลุมหัวคลุมหน้าอีกทีหนึ่ง เดินลัดเลาะมาตามคัดนาย่องหลบมานั่งอยู่หลังกองข้าวลานนวดข้างของหนุ่มน้อยบ้านนา  หยิบก้อนดินขี้ไส้เดือนที่เป็นขุยข้างลานนวดข้าวปาไปที่หลังของหนุ่มที่กำลังยกแขนขึ้นฟาดมัดข้าว หนุ่มสะดุ้งหยุด

มองรอบไม่เห็นใครก็ฟาดมัดข้าวต่อ พอโดนอีกทีก็หยุดเดินลงมาจากกองข้าว เดินไปรอบลานวดข้าว สาวกลั้นหัวเราะ พอถึงหลังกองมัดข้าวเห็นสาวนั่งหลบอยู่ “นี่พ้อแล้วคนมาก่อกวน นั่งจ่อค่ออยู่นี่เอง”  นี่ไง เห็นแล้วคนที่มาก่อกวน นั่งห่อตัวหลบอยู่นี่เอง   หนุ่มพูดขึ้น   สาวหัวเราะ  “อ้ายข่อยบ่ได้เฮ็ดหยังได๋  หนาวเลยมานั่งขดอยู่กองข้าวสื่อๆ”  พี่น้องไม่ได้ทำอะไรนะ  หนาวเลยมานั่งขดแอบอยู่ที่กองข้าวเฉยๆ    สาวตอบ   “บ่ฮู้หละ จั่งได๋กะต้องถึกลงโทษ” บ่รู้ละ อย่างไงก็ต้องถูกลงโทษ  หนุ่มว่าต่อ “เอาเบิ่งสิให้เฮ็ดอีหยัง  การลงโทษอ้ายนะ”  ไหนว่ามาสิจะให้ทำอะไรการลงโทษของพี่นะ  สาวว่า  หนุ่มยื่นแขนไปจับแขนสาวพร้อมกับเอียงหน้าเข้าไปใกล้ๆแก้มสาวพ้อมสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง “บ้าอ้ายอันนี่ อย่าเฮ็ดบ้าๆได๋”   พี่นี่ อย่าทำอะไรบ่าๆนะ สาวร้องด้วยความตกใจ      หนุ่มขะงักจูงแขนสาวมาที่ลานนวดข้าวบอกว่า “โทษขั้นต่อไปให้ตีเมล็ดข้าวออกจากมัดฟางให้เสร็จก่อนจึงขึ้นไปที่นาของตนเองว่าแล้วตนก็เดินไปตีมัดข้าวเหมือนเดิม ส่วนสาวน้อยก็นำมัดมาตัดมัดฟางออกแล้วเขย่าเศษฟางที่มีเมล็ดข้าวลงที่พื้นลานนวดข้าวแล้วนำไม้ไผ่มาฟาดลงไปที่ไปสลับกับเสียงดังของการฟาดข้าวของหนุ่ม   หนุ่มตีมัดข้าวเสร็จก็ซัดมัดข้าวไปที่ต้นไม้ “อ้ายแฮงแท้ซัดโคนเฟืองถืกต้นไม้หดต่อหย่อเลย” พี่ทำไมแรงแท้ซัดมัดฟางถูกต้นหดยู่ยับเข้ากันเลย  สาวพูด  หนุ่มอมยิ้มซัดมัดฟางใส่ต้นไม่มัดแล้วมัดเล่า   สาวใช้ไม้ฟาดฟางเสร็จก็เขี่ยเศษฟางนำไปองไว้ข้างลานนวดข้าวสูงเป็นภูเขา  เดินไปที่กองไฟข้างลาน “อ้ายมากินบั้งข้าวหลาม ไฟไหม้เกือบหมดแล้ว”  หนุ่มลงมานั่งเคียงข้างสาวเอามือจับไม้เขี่ยเอาหัวมันที่หมกไว้ในเถ้าออกมาแกะเปลือกแบ่งให้สาวนั่งกินกันข้างกองไฟอย่างเป็นสุข   พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “เมื่อดื่มสุรา ปัญญาย่อมหายไป”  สวัสดีครับพบอีกครั้ง ยังอยู่ในช่วงหน้าหนาวก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องสุขภาพด้วย  รักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อจะได้ห่างไกลจากการเจ็บไข้ได้ป่วย  ก็ให้ถนอมสุขภาพเอาไว้เพื่อฝ่าฝันแล้วฟันฝ่าอุปสรรคที่จะมาถึงในวันใหม่   ทุกชีวิตก็ต้องมีการต่อสู้ หากไม่ต่อสู้ก็แพ้ตั้งแต่คิดแล้ว  มันเป็นธรรมชาติของการดำเนินชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่าปัญญามีไว้แก้ไม่ใช่มีไว้หนี ค่อยแก้กันไปด้วยปมเล็กปมน้อยอย่างมีเหตุผลแล้วชีวิตก็จะเป็นสุข  ขอเพียงอย่าท้อก็ว่ากันไปละนะ

         มาพบกันคราวนี้ก็มีคำอีสานมาฝากกับคำว่า  ”โผ่”

         โผ่   เป็นคำที่บอกลักษณะอาการที่ การใช้มือจับเอาขันน้ำ ภาชนะ ตักเอาน้ำจากโอ่งน้ำ ถังน้ำ จนเต็มแล้วนำมาเทราดรดลงไปในร่างกายของตน  หรือบางครั้งก็จะใช้ขันตักน้ำตักเอาน้ำมาเทราดตั้งแต่ศีรษะลงมาในการอาบน้ำ  หรืออาบน้ำ เรียกว่า โผ่น้ำ

          ยามเช้าตะวันแดงมาแทงใจอีกครา  หนุ่มน้อยบ้านนาออกมาจากที่นอนบนเถียงน้อย  เหล่านกกาบินส่งเสียงเจื้อยแจ้วแว่วดังมากระทบหู ซึ่งเป็นบรรยากาศที่รีบเร่งในยามเช้า  ทุกชีวิตเริ่มใหม่หลังจากหลับนอนพักผ่อนเอาแรงเตรียมที่จะต่อสู้ในวันรุ่งขึ้น  แต่ก็มีบางชีวิตที่เตรียมจะพักผ่อนหลังจากที่ได้ออกหากินในตอนกลางคืน อาทิ นกเค้าแมว ที่ส่งเสียงร้องตอนรุ่งสางหลังออกไปหาอาหารพร้อมจะเข้าหาที่หลบพักในตอนกลางวัน   หนุ่มน้อยบ้านนาออกมาจากที่นอนรีบจรลีลงท้องทุ่ง  ฉวยได้มัดตอกผ้าขาวม้ามามัดเอวลงไปมัดข้าวที่เก็บเกี่ยววางผึ่งแดดไว้ในท้องทุ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวันในยามเก็บเกี่ยว ซึ่งหลังจากนั้นก็จะนำเข้ามารวมกันเตรียมนวดเพื่อให้ได้เมล็ดเข้าไว้ในยุ้งฉางต่อไป 

        ขณะก้มๆเงยๆยกฟ่อนข้าวพลิกมัดอยู่นั้นได้ยินดังตุบเหมือนมีสิ่งของหนักๆตกลงมาข้างๆ หนุ่มน้อยบ้านามองไปทางเสียงทันทีแต่ก็ไม่เห็นอะไร   หันกลับมาก้มลงมัดฟ่อนข้าวเหมือนเดิมก็ได้ยินเสียงตุบๆไล่กันถี่ขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะหนุ่มรีบหันไปทางเสียง  พบกับรอยยิ้มของสาวน้อยบ้านทุ่งยืนยิ้มอยู่  มือถือฝักข้าวโพดต้ม ยกชูขึ้น “อ้ายเหมื่อยบ่  มัดได้หลายโค่นแล้วบ๋   น้องเอาข้าวโคดมาให้  เซากินซะก่อน”   พี่เหนื่อยไหม  มัดได้หลายมัดแล้วหรือยัง   น้องเอาข้าวโพดมาให้ มาหยุดพักกินก่อน   หนุ่มวางมือจากการมัดข้างเดินไปนั่งบนคันนาโดยมีสาวน้อยนั่งเคียงข้าง  กัดกินข้าวโพดต้มอย่างสุขใจ “อ้ายไปไสอยู่บ่มื้อนี้  คันบ่ได้ไปไสไปส่อยน้องฟาดข้าวแหน่มื้อนี้”  พี่วันนี้มีธุระไปไหนหรือเปล่า  หากไม่มีไปช่วยน้องนวดข้าวหน่อย  สาวพูด    หนุ่มพยักหน้า  “อ้าย..เจ้าปากบ่ได้ซั้นตี้ มีแต่หงึกหัวสื่อๆ”  พี่พูดไม่ได้ใช่ไหมทำจึงเอาแต่พยักหน้าเท่านั้น   “น้องบ่เอาเด้อผู้บ่าวปากกึก”  น้องไม่เอานะแฟนเป็นใบ้    หนุ่มปล่อหัวเราะก๊ากออกมา  สาวน้อยทำตาเขียวใช้มือทุบหลังหนุ่ม  “อ้ายเว้าบ่ได้  ข้าวโคดเต็มปาก  ไปไสกะได้หว่าแต่น้องบอกให้ไป พอใจแล้วบ๋”  พี่พูดไม่ได้ข้าวโพดเต็มปากอยู่  ไปไหนก็ได้เพียงแต่ว่าน้องบอกให้ไป พี่ไม่ขัดหรอก พอใจหรือยัง  สาวยิ้มพอใจทำท่าขวายเขินนิดๆ    “สิไปกะเซาขึ้นไปเถียงโผ่น้ำซะก่อนแหน่  แต่งโตหล่อๆแหน่สิไปฟาดข้าวนาผู้สาวนั่น”   จะไปก็หยุดขึ้นอาบน้ำที่เถียงก่อนสิ  แต่งตัวให้หล่อๆหน่อยจะไปนวดข้าวที่นาสาวนั่น   สาวบอกหนุ่ม  “บอกตั้งแต่หมู่ เจ้าของจักโผ่น้ำจักขันหือบ่”    บอกตั้งแต่คนอื่นตัวเองอาบหรือเปล่าก็ไม่รู้   หนุ่มตอบ  “คนผู้งามเขาบ่อาบกะงามอยู่แล้ว”   คนงามเขาไม่อาบก็งามอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ สาวตอบพร้อมค้อนควับเข้าให้หนึ่งที “น้องไปก่อนเด้อ  อย่าซ้าสิไปหาเทาไว้ลาบสู่กิน”  น้องไปก่อนนะ  อย่าอยู่นานนะน้องจะรีบขึ้นไปหาสาหร่ายไว้ลาบให้กิน     สาวพูดจบก็เดินออกไปจากหนุ่มนาทันที  หนุ่มได้แต่มองไล่หลังสาวไปจนหลับตา  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ความลำบาก  สร้างคน  ความสบาย ทำลายคน”  สวัสดีครับ พบกับอีกครั้งช่วงที่อากาศหนาวเย็น กระแสการเมืองก็ขาดความสร้างสรรค์ ทุกวันมีแต่กล่าวร้ายเสียดสีซึ่งกันและกันของแต่ละฝ่ายไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเป็นสุข มีชีวิตที่ดีขึ้น  เยาวชนก็เห่อเรื่องเทคโนโลยีนางที่ผิดแทนที่จะใช้ไปในการที่เกิดประโยชน์สำหรับชีวิตกลับนำไปใช้ในการทำลายชีวิตอนาคตของตน มองงแล้วเห็นแล้วเศร้าใจ  นี่ละหนาความเจริญหากคนไม่มีความรู้เท่าทันก็เป็นอันตรายมากกว่าเป็นประโยชน์ก็ต่อสู้กันไปละนะ

         มาพบกันคราวนี้ก็ได้คำอีสานมาฝากกับว่า “กะเดียม”

        กะเดียม  เป็นลักษณะที่รู้สึกจักจี้  อาการที่ทำให้เกิดขนลุกในเวลาถูกจักจี้ อาการทีทำให้ละอายใจ อาการที่ทำให้อยากหัวเราะ ความรู้สึกเมื่อมีใครเอามือมาแหย่ที่เอวทำให้เกิดสะดุ้งตกใจอยากหัวเราะ เรียกว่า หนักกะเดียม  หนักขี้กะเดียม  หรือว่าหนักกะเนียม   หนักขี้ขี้กะเนียม  ก็ว่า

           ท้องฟ้ายามเช้า แสงอาทิตย์ส่องแสงกระทบหมอกขาว มองไปเห็นเป็นควัน  เห็นท้องทุ่งรางๆ เหล่านกกาบินฝ่าควันหมอส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปทั่วทุ่ง  ที่คันนามีกองข้าวกองรวมกันเป็นระยะ หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่   หยิบได้ไม้หลาว ซึ่งเป็นไม้ไผ่เสี้ยมปลายให้แหลมทั้งสองข้างใช้สำหรับหาบมัดข้าวมารวมกัน แบกเดินลงทุ่งนา นำไปพาดที่ขาตั้งอยู่ในทุ่งนาแล้วเดินหยิบมัดข้าวมาเสียบใส่ไม้หลาวแต่ละข้างทีละมัดจนได้ข้างละ20-25 มัด จึงเดินเข้ามาย่อตัวลงใช้บ่าหาบเอาไม้หลาวออกจากหลักไม้หาบเดินไปที่ลานหน้ากระท่อมนา พอไปถึงก็ทิ้งไม้หลาวลงกับพื้นพร้อมใช้มือดึงไม้หลาวออกจากมัดข้าวเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าจนกว่ามัดข้าวในท้องทุ่งที่มัดจะหมด

           แสงแดดส่องแสงแรงกล้าเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆเป็นไปตามวิถีของวันในแต่ละวัน  แข่งกับวิถีชีวิตของแต่ละชีวิตของสัตว์โลกไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ คน หรือสัตว์เดรฉาน ยอมต่อสู้ดิ้นรนกันเพื่อมีชีวิตให้รอดในแต่ละวัน  จะราบรื่นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานความคิด การเตรียมตัวของแต่ละชีวิต  สาวน้อยบ้านทุ่งหาบสัมภาระอาหารการกินออกท้องนา  เดินลัดเลาะมาตามคันนา  ท่ามกลางตอซังข้าวที่เหลืออร่ามดุจทองคำทาบทาบนพื้นดินไปทั่ว   แสงแดดส่องกระทบกับหยดน้ำค้างที่เกาะบนปลายซังข้าวส่องแสงแวววับสดสวยยิ่ง   ใกล้เถียงนาน้อยหนุ่มน้อยบ้านนา มองเห็นหนุ่มยืนดึงไม้หลาวออกจากมัดข้าวที่นำมากองรวมกันไว้ที่หน้าเถียง   เข้าไปใกล้จึงเอ่ยขึ้นว่า “อ้ายมื้อนี่  หาบมารวมได้จักมัดแล้ว”  พี่วันนี้หาบมัดข้าวมารวมได้กี่มัดแล้ว   “มื้อวานนี้อ้ายมัดได้ ห้าร้อยมัดกำลังหาบมาได้ร้อยเดียว”  วานนี้พี่มัดได้ห้าร้อยมัด เพิ่งหาบมาได้เพียงร้อยเดียว หนุ่มตอบ   สาวน้อยเดินมานั่งที่ขอนไม้หน้าเถียงนา   หนุ่มหยุดพักแล้วเดินเข้ามานั่งเคียงช้างสาวน้อย   สาวล้วงเข้าไปในตะกร้าเอาห่อใบตองออกมาส่งให้หนุ่ม หนุ่มเปิดออกเป็นก้อนข้าวเหนียวที่ทำเป็นแผ่นนำไปอังไฟให้สุกพอเหลือง  ซึ่งคนอีสานเรียกว่า “ข้าวจี่”  หนุ่มหักแบ่งให้สาวครึ่งหนึ่ง สาวหยิบมาถือหักแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆกินนั่งเคียงข้างหนุ่มอย่างเป็นสุข

       ขณะกำลังนั่งกินข้าวปั้นจี่อยู่นั่น  หนุ่มเผลอใช้ข้อศอกไปโดนสีข้างสาวน้อยทำเอาสาวสะดุ้ง “อุ้ย...หนักขี้กะเดียม แขนอ้ายมาถืกแอวน้อง”  อุ้ย จักจี้แขนพี่นะมาโดนเอวของน้อง   สาวพูดขึ้นพร้อมหัวเราะ    ส่ำนี่กะหนักกะเดียม นอ ถืกหน่อยๆหนึ่ง”   แค่ก็จักจี้แค่โดนนิดเดียวเอง หนุ่มบอก   สาวใช้มือทั้งสองข้างจักจี้ที่เอวหนุ่มทั้งสองข้างจนหนุ่มหัวเราะขึ้นมาพร้อมลุกขึ้น “เป็นจั่งได๋ว่าแต่น้อง เจ้าของหนักกะเดียมบ่”   เป็นอย่างไรว่าแต่น้องโดนกับตนเองแล้วเป็นอย่างไร  สาวบอก    หนุ่มไม่พูดก้มหน้าเข้ามาแอบหอมแก้มสาวหนึ่งที สาวร้องขึ้น  อุ้ย  พร้อมใช้กำปั้นทุบหลังหนุ่มหนึ่งทีทำหน้าบึ้งหยิบหาบออกเดินจากเถียงนาไปอย่างไม่เหลียวหลัง ปล่อยหนุ่มยืนอมยิ้มมองไล่หลังสาวน้อยไป  พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

     “ผู้ไร้สัจจะ..ถึงจะมีความสามารถก็ไร้ประโยชน์” พบกันอีกครั้งหลังที่มีกระแสน้ำท่วมในท้องถิ่นอีสานกำลังทรงตัวและทิ้งความสูญเสียให้กับพี่น้องที่ถูกกระแสน้ำเข้าท่วมที่สานไร่นา ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้เกิดมาร่วมชะตากรรมร่วมกันในโลกใบนี้ก็ขอให้ทุกท่านได้ช่วยกันช่วยเหลือจุนเจือกันเท่าที่มี ช่วยท่านเราไม่เดือดร้อน  หลังน้ำลดความหนาวเย็นก็เข้ามาเยือนก็ให้ระมัดระวังเรื่องสุขภาพแล้วก็อัคคีภัยที่เกิดจากความแล้งของอากาศ   เกิดเป็นคนไม่มีอะไรที่มันจะราบรื่นเรียบร้อยตลอดมันจะมีปัญหาให้นำแก้อยู่เป็นประจำจนมีคำพูดที่ว่าปัญหาที่จะแก้ให้วันนี้ก็คือผลจากการแก้ปัญหาในวันก่อนที่ผ่าน ก็อ่าให้ท้อถอยเมื่อประสบกับปัญหาจงหาทางแก้ไขด้วยเหตุด้วยผลก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้และวางแผนแก้ปัญหาใหม่อีกต่อไป.....นี่แหละคือรสชาติของชีวิต...เฮอ.

       พบกันคราวนี้ก็มามาพูดถึงเรื่องคำอีสานอีกทีกับคำว่า”หมึน”

        หมึน  เป็นคำบอกถึงความรู้สึกอารมณ์โกรธแค้น    โกรธมากๆ  โกรธจนไม่สามารถยั้งไว้ได้ โกรธจนขาดความยั้งคิด  อารมณ์โกรธเกิดขึ้นในทันทีที่มีใครหรืออะไรมากระทบแล้วก็กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปเพื่อระบายความโกรธนั้น อาทิ  เด็กสองคนกำลังเล่นของเล่นอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งได้รถเข็นมาเล่น  ขณะกำลังนั่งเล่นเพลินๆอยู่คนหนึ่งก็อยากเล่นด้วยกำเอาทรายไปก็หนึ่งนำไปวางลงบนรถเข็น  เด็กที่กำลังเล่นเพลินอยู่เกิดอารมณ์โกรธลุกขึ้นใช้กำปั้นทุบลงที่หลังเด็กอีกคนหนึ่งอย่างแรงร้องไห้จ้าขึ้น การที่เด็กคนนั้นใช้กำปั้นทุบเราะเกิดอารมณ์ “หมึน” หรือเพื่อนกับเพื่อนกำลังนั่งคุยกันอยู่คนหนึ่งก็จะพูดไปเรื่อยเปื่อยเพื่อนอีกคนรู้สึกรำคาญเลยใช้ฝ่ามือฟาดเปี๊ยเข้าที่ใบหน้าพร้อมกับพูดว่า”เว้าดีหลายบ่เซาจักเถื่อ นี่เจ็บบ่หมึนโว้ย”

           ยามเช้าอากาศหนาวเย็น หนุ่มน้อยบ้านนาลูกมาตั้งแต่เช้าลงข้างเถียงนาก่อไฟผิง พร้อมกับนำกระบอกไม้ไผ่ที่ตรงปลายนำมาจักเป็นตอกมัดข้าวก็เอาข้าวสารเหนียวกรอกแล้วใช้น้ำแช่เอาไว้มาเผาไฟไปด้วยขณะที่นั่งผิงไฟ ควันไฟพวยพุ่งแทรกไปในเปลวหมอก สลับกับเสียงน้ำค้างหยดลงจากหญ้าแฝกมุงหลังคากระทบกับใบไม้ดังเป็นระยะ  มองไปทางด้านทิศตะวันออกเห็นแสงสว่างเป็นรูปกลมโต แสงสีแดงเริ่มสาดส่องออกเรื่อยๆไล่ความมีดให้จ้าขึ้น นกเอี้ยงโหม่งส่งเสียงเซงแซ่อยู่บนยอดไม้   หนุ่มน้อยบ้านนาขึ้นไปบนเถียงนาหยิบได้มัดตอกพร้อมผ้าขาวม้านำมาคาดเอว มัดตอกไว้ด้าน สวมรองเท้าบู้ตเดินลงไปในท้องทุ่งพลิกฟ่อนข้าวมัดไปทีละมัดไปเรื่อย  ขณะกำลังเดินข้ามคันนาไปหยิบเปลือกไม้แห้งที่วางทับฟางข้างในคันนาได้เสียฟ่อออกมา หนุ่มน้อยหยุดกึกด้วยสัญชาตญาณของการระวังตัว มองเป็นเห็นงูเห่าตัวเขื่องยกคอสูงพร้อมพ่นพิษออกมาห่างไปไม่พอก้าวนำค่อยถอยออกมาเหลือบไปเห็นท่อนไม้ฟาดไปทีตัวงูแต่พลาดงูฉกไปตามเสียงไม้หนุ่มไม่รอจังหวะฟาดรัวถี่ยิบจนงูแน่นิ่งไป บิดตัวร่าวๆไปมา   หนุ่มน้อยบ้านนาก็ใช้ไม้ช้อนเอาตัวงูนำไปพาดเอาไว้ที่ตอไม้ตายในคันนา “โถ.เกือบตอดกูนอ”  โถ เกือบกัดกูนอ  หนุ่มพูด 

         สาวน้อยบ้านทุ่งเดินหาบกับข้าวกล่องข้าวเดินลัดเลาะมาตามคันนา มองไปเห็นหนุ่มนายกไม้กระหน่ำตีแบบไม่ยั้งก็แปลกใจคิดจะร้องถามแต่มันอยู่ไกลกันมาก รีบจ้ำอ้าวจนเข้ามาใกล้เห็นหนุ่มใช้ไม้ช้อนตัวงูขึ้นไปพาดไว้ที่ตอไม้ “อ้ายตีอีหยัง คือตีแฮงคักแหน่แท้”  พี่ตีอะไรถึงได้ออกแรงตีหนักไม่ยั้งมือขนาดนั้น   สาวถามหนุ่ม “ตีนี่ล่ะงูเห่า  เกือบมันตอดอ้ายดีได๋ตาไวแหนมเห็นมันก่อน คันซันย้านตายเฝ้าทุ่งนาบ่เห็นหน้าสาวงามแท้ๆ”   ตีนี่ไงงูเห่า  เกือบมันกัดพี่ดีที่ตาไวมองเห็นก่อน  ถ้าตาไม่ไวล่ะก็ตายเป็นผีเฝ้าทุ่งไม่เห็นหน้าสาวสวยแน่ๆเลย  หนุ่มตอบ “”ตีกะบ่พอสิตีแฮงปานนั้นดอก” ตีก็ไม่ควรจะตีแรงถึงขนาดนั่นหรอก” สาวพูดขึ้น “อ้ายหมึน มันกระโดดฉกใส่อ้าย เลยจับได้ไม้ตีแบบไม่ได้คิด” พี่โกรธมากๆมันกระโดดฉกพี่ ฉวยได้ไม้ตีไปแบบไม่คิด  หนุ่มตอบ  “ผู้เฒ่าเผิ่นหว่า  โมโหนี่สิมาพาโตตกต่ำ  เคียดฮือหว่าโกรธอีหยังกะคึดสาก่อน คันฟ้าวเฮ็ดบ่ได้คึดพลาดแล้วสิเสียใจบาดเถื่อลุนได๋อ้าย”  คนเฒ่าคนแก่บอกว่า โมโหนี่จะพาตนตกต่ำ  เคียดหรือโกระไม่พอใจอะไรให้คิดก่อน หากทำอะไรลงไปโดยไม่ยั้งคิดจะเสียใจภายหลัง สาวบอกกับหนุ่ม “เข้าใจแล้ว ต่อไปอ้ายสิบ่อเฮ็ดอีก คึดหว่าสิอดได้อยู่คันมันบ่หมึนแฮง”  เข้าใจแล้ว คราวหลังพี่จะไม่ทำอีก  คิดว่าคงจะทนได้หากมันไม่โกรธมากๆ หนุ่มตอบ   สาวหนุ่มเดินขึ้นจากทุ่งนาเดินไปที่เถียงนาน้อยนั่งที่ขอนไม้ หนุ่มไปหยิบกระบอกไม้ไผ่มาพร้อมกับมีดโต้บอกกับสาวน้อยว่า “ อ้ายเฮ็ดข้าวหลามข้าวใหม่เผาฮ้อนๆมื้อเช้านี่” พี่ทำข้าวหลามข้าวเหนียวใหม่เผาร้อนเมื่อตอนเช้านี่   หนุ่มพูดพร้อมกับใช้มีดผ่าข้าวหลาวเหลาปลอกนำข้าวหลามหอมฉุนส่งให้สาวนั่งกัดกินกัน “อ้ายหน้าผากเจ้าคือจั่งมอมดำจั่งซั้นล่ะอ้าย” พี่หน้าผากพี่ทำไมดำมอมอย่านั่นล่ะ  สาวพูดขึ้นพร้อมมองดูหน้าหนุ่ม  หนุ่มเขินยกมือขึ้นปาดหน้าทันที สาวหัวเราะเสียงลั่น “เซ็ดบ่ออกดอกอ้าย เติ่มดำไปอีก มืออ้ายติดเขม่าบั้งข้าวหลามนำไปทาหน้าเจ้าของดำแฮงกั่วเก่า น้องบ่อยู่นำด้อคนหน้าดำ”  เช็ดไม่ออกหรอกพี่ ยิ่งดำเพิ่มเขีอก มือพี่นั่นถูกเขม่าควันไฟที่กระบอกข้าวหลาม ไปเช็ดยิ่งนำไปทาหน้าให้ดำมากกว่าเดิม น้องไม่อยู่ด้วยแล้วคนหน้าดำ  สาวพูดพร้อมหัวเราะหยิบหาบหาบเดินออกไป หันมาค้อนหนุ่ม ปล่อยให้หนุ่มมองตามหลัง คราวหน้าพบกันใหม่ครับ

 

เว้าอีสานสปดาห์ละควม

       “ไม่ว่าความมานะ อดทน จะข่มขื่นเพียงใด  ผลที่ได้รับก็จะหวานชื่นเพียงนั้น” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งในช่วงปลายฝนต้นหนาว  อากาศเริ่มหนาวเย็น โรคภัยไข้เจ็บที่มากับความหนาวเย็นในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้สุขภาพของคนเราอ่อนแอลง แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่ขอให้มีกำลังใจเข้มแข็งต่อสู่กับปัญหาอุปสรรคในชีวิตก็เพียงพอแล้ว  สภาพแวดล้อมภาวะน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับครอบครัวของเพื่อนร่วมชาติหลายครอบครัว ก็สร้างความเดือดร้อนเพียงพออยู่แล้วแต่ก็มีคนบางกลุ่มฉวยโอกาสไปโจรกรรมทรัพย์สินซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็ไม่ทราบว่าจิตใจของคนกลุ่มนี้ทำด้วยอะไร  ก็ขอให้ทุกท่านได้ให้กำลังใจกับผู้ได้รับความเดือดร้อนอาจจะเป็นการร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือตามที่สามารถจะกระทำได้ หากไม่สามารถกระทำได้ก็ขอให้ร่วมส่งกำลังใจไปช่วยก็ยังดีกว่าที่จะไปซ้ำเติมเพราะความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่มที่ได้รับทราบว่า  ปัญหาทุกอย่างมีไว้แก้ ไม่ใช่มีให้หนี ถ้าใครหนีปัญหาคนนั้นก็จะพบกับความพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป .เฮ้อ.

       มาพบกันคราวนี้ก็เหมือนเดิมนำคำอีสานมากันเช่นเดิมด้วยคำว่า “ก่อส่อ”

       ก่อส่อ  เป็นคำที่บอกลักษณะอาการ อาทิ   เจ่าจุก  ทุกข์ใจ  ห่อเหี่ยว เดียวดาย เศร้าซึม  จนปัญญา สิ้นคิด  โศกเศร้า  สิ้นหวัง  คิดหาทางออกไม่มี เซื่องซึม หงอยเหงา   มักจะใช้กับลักษณะของคนที่นั่งเป็นทุกข์ นั่งห่อตัว ก้มหน้า ใช้แขนทั้งสองข้างกอดเข้าที่ชันขึ้นมาชิดกับใบหน้า   ชาวอีสานก็จะบอกว่า นั่งก่อส่อ

        ยามเช้าที่ท้องทุ่งนา ท้องฟ้ามองไปมีหมอกปกคลุมไปทั่ว ดวงอาทิตย์สาดส่องแสงสีแดงขึ้นบนขอบฟ้า  น้ำค้างตกลงมาจับที่ปลายยอดหญ้ากระทบกับแสงแวววับจับตาเหมือใครเอาเพชรมาโปรยไว้ให้ทั่วท้องทุ่ง  ตัดกับแสงเหลืองทองของรวงข้าวที่สุกในทุ่งรอการเก็บเกี่ยวของชาวนา  หนุ่มน้อยบ้านนาก้มๆเงยๆเดินไปตามกระทงนา  สวมเสื้อยืดแขนยาว สวมกางเกงยีนส์ชุดทำงาน มัดตอกมัดข้าวไว้เบื้องหลังโดยใช้ผ่าขาวม้าคาดมัดไว้ที่เอว  พอเดินไปที่ฟ่อนข้าวที่เกี่ยวเรียงตากแดดไว้ก็ใช้ข้างหนึ่งยื่นมาหยิบเอาตอกที่ด้านหลังดึงไป 1 เส้น จับเข้าไปแนบกับฟ่อนข้าว แล้วใช้มืออีกข้าไปรวมสอดใต้ฟ่อนข้างรวบเข้าหากันพร้อมพลิกให้ตะแคง มืที่ถือเส้นก็ดันตอกข้าวให้ไปอยู่ข้างล่างเตรียมมัดฟ่อนให้เป็นมัด พอได้จังหวะก็ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบเส้นตอกข้าวด้านหนึ่งไว้มืออีกข้างดึงขึ้น เสียงเอียด แล้วก็เอามือทั้งสองรวบอีกข้างบิดตอกข้าวทั้งสองข้างเข้าหากันพร้อมรวบตอกเข้ามัดข้าวกันไม่ให้คลายเกลียว พร้อมยกมัดข้าวตั้งไว้ ก่อนเดินไปจัดการทำฟ่อนข้าวต่อไปด้วยการก้มเงยมัดจนกว่าจะหมด

         แสงแดดเริ่มร้อน น้ำค้างที่เกาะอยู่บนยอดหญ้าที่ส่องแสงในยามเช้าเหือดหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แมงมุมพากันชักใยในต้นข้าวเพื่อดักจับแมลงเป็นอาหาร นี่ก็เป็นอีกวิถีชีวิตของสัตว์โลกอีกชนิดหนึ่ง   สาวน้อยบ้านทุ่งยุ่งอยู่กับการจัดหาอาหารจนแสงแดดส่องเข้ามาในตัวบ้าน หลังหุงหาอาหารเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมสัมภาระออกทุ่งนา หาบกล่องข้าวและตะกร้าอาหารเดินมุ่งสู่ท้องทุ่งเพื่อเก็บข้าวในนา  พอเดินมาใกล้ที่นาของหนุ่มน้อยบ้านา ก็สอดส่ายสายตามองหาหนุ่มตาประสาคนที่มีความสัมพันธ์ทางใจให้แก่กัน เห็นหนุ่มก้มเงยเดินลงคันนาคันนั่นทีคันนี่ที   สาวงน้อยบ้านทุ่งเดินไปถึงถียงนาน้อยก็วางหาบ ยืนหันหน้าไปทางหนุ่มตะโกนว่า “อ้ายๆ เซาสะก่อนน้องมีหยังมาฝาก”   พี่ๆพักก่อนน้องมีอะไรมาฝาก  หนุ่มได้ยินก็รีบวางมือ เดินมาหาสาวในทันที”น้อง..มีอีหยังมาฝาก  อ้ายบ่อยากได้หยังหลายดอกเห็นฮอยยิ้มน้องอ้ายกะดีใจแล้ว”  น้องได้อะไรมาฝาก พี่ไม่อยากได้อะไรมากหรอก  เห็นรอยิ้มของน้องก็ดีใจแล้ว  หนุ่มบอก “เอาบ่สิยืนยิ้มให้เบิ่งเบิดมื้อบ่ให้กินข้าวสิเอาบ่ล่ะ”  เอาไหมจะยืนยิ้มให้ดูทั้งวันไม่ให้กินข้าวจะเอาไหมล่ะ  สาวน้อยบอกหนุ่ม  หนุ่มอมยิ้มมานั่งลงที่ขอนไม้เคียงคู่กับสาว   สาวน้อยบ้านทุ่งหยิบถุงออกมาจากหาบหยิบเอาข้าวโพดต้มยื่นให้หนุ่ม   หนุ่มรับเอาไปกัดกินอย่างอร่อย  “ อ้ายมัดข้าวได้หลายปานได๋แล้ว  มื้อคืนนี่นอนทุ่งนาหนาวบ่”  พี่มัดข้าวได้เท่าไรแล้ว  คืนที่ผ่านมานอนที่ทุ่งนาหนาวไหม  สาวถามหนุ่ม “ มัดได้  500 มัด กางคืนหนาวอยู่หนาวกายบ่ถ่อได๋แต่หนาวใจอ้ายสิทนบ่ได้แล้ว”  มัดได้ 500 มัด  ตอนกลางคืนหนาวอยู่ หนาวกายนั้นไม่เท่าไรหรอกแต่หนาวใจนิสิพี่แทบจะทนไม่ไหวแล้ว   สาวค้อนพร้อมบอกว่า “เว้าดีเข้าเด้อ เดี๋ยวสิปล่อยให้นั่งเฝ้าเถียงนาเฮ็ดก่อส่อผู้เดียวซ้ำล่ะ” พูดีนัก เดี๋ยวจะปล่อยให้นั่งเฝ้าเถียงนาอยู่คนเดียวก้ได้นะ   “ปล่อยโลด คันบ่เหลือตนกัน  คันแหม่นอีหลีอ้ายสินั่งอดเข้าก่อส่อยู่ข้างต้นไม้นี่หละ อย่าปล่อยกันถิ่มเด้อเหลือตนแหน่น้องหล่า”  ปล่อยเลยหากไม่คิดสงสาร   ถ้าเป็นจริงพี่ก็คงจะนั่งเหงากอดเข่าอยู่ข้างต้นไม่นี่แหละ อย่าทิ้งกันนะสงสารหน่อยนะน้องคนสวย   “เซาเว้าหละ”  ไม่พูดแล้ว  สาวพูดก่อนลุกไปหยิบหาบยืนหันมาส่งสายตาค้อนหนุ่มอีกสามทีก่อนหาบเดินออกจากถึยงนาไป  หนุ่มได้แต่มองไล่หลังสาวไปจนสุดสายตา  พบกันใหม่ครับ

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “คำพูดคำเดียว ....มีค่าอนันต์  และมีโทษมหันต์”  มาพบกันอีกครั้งยังเหมือนเดิม ความวุ่นวายยังไม่จางหายไปจางสังคมไทย ความยากจนของคนระดับล่างก็ยังมีอยู่ มีแต่คนบางกลุ่มที่มีโอกาสมีทรัพย์ปลุกปั่นเพื่อหวังประโยชน์ ปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยที่ไม่ได้คิดถึงบุคคลอื่นๆ และไม่คาดคิดว่าการกระทำของตนสักวันหนึ่งเมื่อมันสุกงอมแล้วก็จะส่งผลเดือดร้อนมาสู่ตนในสักวันจนได้ เหมือนมดไต่ขอบด้งไต่ไปมาก็จะกลับมาบรรจบที่เดิม แต่ถ้าหากคนมีโอกาสคิดพัฒนาคนอื่นให้โอกาสคนอื่น สักวันผลดีความสงบสุขก็จะมาสู่ตนเช่นกัน เวรกรรมของมนุษยโลกที่พกเอาแต่ความโกรธ เกลียด ความเห็นแก่ตัว และความลุ่มหลง มัวเมา ลุเหลิงแก่อำนาจตน มาทำลายตนเอง.....เฮอ.....ก็มาว่าเรื่องคำอีสานกันในวันนี้กับคำว่า”ขี้เหมี่ยง”

       ขี้เหมี่ยง”  เป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งที่มันมาเกาะจับกับสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ทำให้ดูเศร้าหมอง หรือหมดสภาพไป เช่น สนิม คราบ ไคล  อาทิ  มีดที่ขึ้นสนิม มีสนิมเกาะเต็มไปหมดจนไม่มีคมก็เรียกว่า”มีดขี้เหมี่ยง”

          ยามเช้าฝนตกปรอยๆอากาศเย็นมากระทบผิวกาย ลมพัดมาเป็นระยะ ท้องฟ้าขาว เต็มไปด้วยไอฝน เหล่าแมลงปอบินโฉบเฉี่ยวไปมา จับกินแมลงตัวเล็กพวกริน    หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นจากที่นอนขี่บนหลังควายและเล็มหญ้าตามคัดคันที่ท้องทุ่งมีต้นข้าวกำลังเขียวชอุ่มมองไปเป็นสีเขียวเหมือปูพรมไว้ทั่วท้องทุ่ง เวลาลมพัดใบข้าวปลิวไหวมองดูเป็นคลื่นเหมือนคลื่นน้ำทะเลไล่กันเป็นสันคลื่นสวยงาม  เสียงคอควายดังเป็นระยะกับการและเล็มหญ้า เป็นดนตรีแห่งชีวิตโดยแท้

           สาวน้อยบ้านทุ่งเข้าครัวนึ่งข้าวเหนียวจัดทำอาหารการกินตามประสาของสาวชาวบ้านที่เติบโตมาพอที่จะแบ่งเบาภาระพ่อแม่  หลังจากทำเสร็จยกสำรับกลับข้าวออกมาให้พ่อแม่รับประทาน เสร็จจากนั้นก็เก็บถ้วยโถโอชามเรียบร้อยเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ท้องทุ่งนา นำหมวกสาน สวมเสื้อแขนยาว หาบสัมภาระอาหารการกินออกสู่ทุ่งนา หาบเดินลัดเลาะมาตามคันนาที่คดเคี้ยวไปมา พอมาถึงท้องทุ่งได้ยินเสียงน้ำดังจ๋อมแจ๋มซึ่งเกิดจากเขียด ลูกกบกระโดดลงไปในน้ำที่อยู่ในทุ่งนาลงไปในป่าข้างเขียวขจี ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆมากระทบกับจมูกช่างให้ความสุขใจในการเดินทาง และมีความหวังสักวันข้าวกะแตกรวงเป็นผลผลิตซึ่งเป็นผลสำเร็จของชาวนา

           เดินลัดเลาะเข้ามาใกล้เถียงนาหนุ่มน้อยวันนี้ช่างเงียบผิดปกติไม่ได้ยินเสียงแคนหรือพิณเหมือนวันก่อนๆ สาวน้อยบ้านทุ่ง หวั่นใจนิดๆคิดว่าหนุ่มนาจะหลบหายไปไหนหรือเป็นอะไรไปด้วยความห่วงใยในฐานะคนหมู่บ้านเดียวกันและในฐานะคนรัก  เดินไปใกล้มองไปที่เถียงนาก็ไม่เห็นยิ่งทำให้หวั่นใจเพิ่มมากขึ้นรีบเดินจ้ำให้ไปถึงเร็วๆ พอเข้าไปมองไปถึงลานหน้าเถียงนาน้อยมองไปบนเถียงไม่มีคน วางหาบสัมภาระเดินวนเวียนมองหาก็ไม่เห็นใคร   เดินไปมามองลงไปที่ท้องทุ่งซึ่งมีต้นข้าวขึ้นสูง มองไปสุดขอบชายทุ่งเห็นคนนั่งอยู่บนหลังควายให้และเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ ก็ดีใจขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าหนุ่มน้อยบ้านาไม่เป็นอะไร จึงเดินเลาะไปตามคันนาลงไปหาร้องทักไปว่า”อ้ายมาลี้อยู่ผี้บ๊อ แหนมหาไสกะบ่เห็น ว่าแต่มีคนมาลักเอาไปแล้วตี๋”  พี่มาหลบอยู่ที่นี่หรือ มองหาที่ใดก็ไม่เห็น นึกว่าแต่มีคนมาลักเอาไปแล้ว    “มีคนมาลักเอาไปเหมิดแล้วแต่โดน”  มีคนมาลักเอาไปหมดแล้วตั้งนาน  หนุ่มตอบสาวไป “ไผละอ้ายมาลัก  ลักเอาหยังคือจั่งเห็นนั่งโจ้โก้อยู่เทิงหลังควาย”   ใครล่ะพี่ที่มาลัก  ลักเอาอะไรล่ะ ทำจึงยังเห็นนั่งโท่นโท่อยู่บนหลังควาย  สาวโต่กลับไป.  ผู้สาวงามบ้านทุ่งนั่นละ มาลักเอาหัวใจของอ้ายไปเหมิดแล้ว บ่เหลือไว้ให้ผู้ได๋อีกแล้ว”   ผู้สาวงามบ้านทุ่งนั่นละมาลักเอาหัวใจของพี่ไปเหมดแล้ว ไม่มีเหลือให้ใครอีกแล้ว  หนุ่มตอบสาว   สาวรู้เขินๆดึงใบข้าวเขียวหลุดออกมาหลายใบ อมยิ้มแล้วค่อยๆเดินไปใกล้กระโดดขึ้นนั่งบนหลังควายเคียงคู่กับหนุ่ม ปล่อยให้ควายเดินกัดกินใบหญ้าตามขอบคันนา “อ้ายนั่น อีหยังวางอยู่ข้างคันนา”  พี่นั่นอะไรวางอยู่ข้างคันนานั่น สาวใช้มือชี้ไปที่ข้างคันนา หนุ่มมองตาม “พูดขึ้นว่า  โอ๊ะ....เห็นแล้วมีดโต้ที่หายไปตอนดำนา    โอ๊ะ พบแล้วมีดโต้ที่หายไปตอนที่ดำนา  หนุ่มพูดพร้อมกระโดดลงหลังควายเดินไปหยิบขึ้น “ เสียจมน้ำอยู่โดนเข้าขี้เหมี่ยงเหมิด”  หายจมน้ำอยู่นานสนิมขึ้นเต็มหมดเลย หนุ่มยกมีดขึ้น ให้สาวน้อยดู  ควายตกใจสะดุ้งสาวน้อยลื่นไถลตกลงจาหลังควายมานั่งอยู่บนคันนา “โอ้ย.. อ้ายเฮ็ดหยังกะบ่ฮู้ควายตื่นน้องตกลงมาเลย” โอ้ย..พี่นี่ทำอะไรก็ไม่รู้ทำให้ควายตกใจน้องตกลงมาเลย สาวน้อยพูดขณะนั่งอยู่บนคันนา  หนุ่มวางมีดรีบมาประคองสาวให้ลุกขึ้นไปที่เถียงนา ปล่อยให้ควายเล็มหญ้าตามคันนาไปกับเสียงกระดิ่งบนคอดังเป็นระระยะเพียงเดียวดาย  พบกันใหม่ครวหน้าครับ....

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “อดีตไม่ขยัน   ปัจจุบัน  ไม่ขวนขวาย  อนาคต ไม่ต้องทาย  ต้องอดตายแน่นอน” มาพบกันอีกครั้งก็ยังเหมือนเดิมสถานการณ์บ้านเมืองคงมีความวุ่นวายกันอยู่ ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอ้างอ้างว่าตนสำคัญ ต่างคนก็ต่างอ้างว่าทำเพื่อประชาชน ต่างคนก็ต่างคิดกว่าตนเองดีที่สุด  แต่เคยคิดเลยว่าที่ทำกันอยู่มันทำให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อน ก็ว่ากันไปส่วนพวกเราคนอยู่ไกลก็ดำเนินชีวิตกันอย่างมีหลักแห่งการมีเหตุมีผลอย่าไปหลงหรือเชื่อในคำพูดที่สวยหรูของใครบางคนที่มุ่งหวังผลประโยชน์ ฟังแล้วคิด พินิจพิจารณาให้ถี่ถ้วนกระบวนความไม่ใช่เชื่อตามกัน ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ถ่องแท้ค่อยสรุปอะไรลงไป  อย่างหลงเชื่อแบบแฟซั่น.....  ก็มาว่าคำอีสานของเราเหมือนเดิมในสัปดาห์นี้คำว่า “จิ่มปิ่ม” มาฝากครับ

          จิ่มปิ่ม  เป็นคำที่บอกลักษณะที่เรามองเห็นอะไรอยู่ไกลๆอย่างลิบลับ,ไกลลิบลับ, มองไปไกลสุดลูกตา.มองเห็นเล็กๆ ,อยู่ไกลลิบเกือบมองไม่เห็นสิ่งลึกๆ อาทิ บ่อน้ำที่ขุดลงไปใต้ดินลึกมากๆและมีน้ำอยู่ก้นบ่อก็เรียกว่า “แหนมเห็นน้ำอยู่ก้นส้างเฮ็ดจิ่มปิ่ม”

             ตอนเช้าของวันใหม่ในท้องทุ่งที่ต้นข้าวเขียวขจีไปเต็มทั่งท้องทุ่งนา  เสียงปลาผุดขึ้นมากินแมลงตามใบของต้นข้าวดังมาเป็นระยะๆประสานกับเสียงของน้ำใหลตามคันนา  เหล่าปลาซิว ปลาหมอตัวเล็กก็พากันแหวกว่ายทวนกระแสน้ำใหล   หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นขึ้นมาก่อนดวงตะวันโผล่จากขอบฟ้าไปกู้เบ็ดที่นำปักดักเอาไว้ตามท้องทุ่งนาได้มาหลายตัว ก็นับว่าวันนี้มีอาหารพร้อมต่อการดำเนินชีวิตแล้วไม่เดือดร้อนอะไร เรียกว่าดำรงชีวิตแบบพอเพียงแก่อัตภาพตนไม่เดือดร้อนท้องทุ่งให้อาหารไม่เคยขาดหากเราไม่โลภทำลายสภาพแห่งความสมดุลของธรรมชาติก็จะมีกินตลอดไปไม่ว่าเห็ดที่ชายป่า แมลงตามต้นไม้ ตามคันนา ตามท้องทุ่ง  หนุ่มนั่งคิดหยิบแคนคู่ใจมาเป่าไล่ความเหงา ปากเป่า ตามองไปยังฝูงนกที่บินออกจากรังไปหากินฝูงแล้วฝูงเล่าตามจังหวะของเสียงแคน    สาวน้อยบ้านทุ่งแต่งตัวสวมเสื้อแขนยาวนุ่งผ้าถุงใช้ผ่าพันปิดหน้าตาเอาไว้ จัดกับข้าวสัมภาระหาบเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ท้องทุ่ง  พอเดินออกมาถึงท้องทุ่งก็ได้ยินเสียงแคนของหนุ่มแว่วมาแต่ไกล พอเดินเข้ามาใกล้หนุ่มก็หยุดเป่าแคนลูกยืนขึ้นมองมายังสาวที่หาบเดินลัดเลาะไปตามคันนาที่มีพรมสีเขียวสะพัดขึ้นลง ส่งกลิ่นไอหอมตลบไปทั่วทุ่ง “เป็นหยังคือสังมาแหนมเบิ่งคักแท้”  ทำไมล่ะถึงมองดูเหมือนไม่เคยเห็นอย่างนั่นละ สาวตะโกนไปยังหนุ่ม “แหนมเบิ่งคนงามกะแหนมคักนั่นละนอ” ก็มองดูคนสวยก็ต้องมองให้ชัดๆอย่างนี้ละ “กำลังมาแหนมเห็นควมงามมื้อเดียวนี่บ้อ” กำลังมามองเห็นความสวยในวันนี้วันเดียวนี่เหรอ สาวโต้ตอบหนุ่มพร้อมเดินเข้ามาใช้ฝ่ามือเข้าที่บ่าหนุ่มหนึ่งทีก่อนนั่งลงข้างๆหนุ่ม “เอ้าอ้ายเอาแคนมาเป่าอีก น้องอยากฟัง” เอ้าพี่แคนมาเป่สาอีกสิน้องอยากฟัง  สาวพูด หนุ่มยกแคนขึ้นเป่า สาวปรบมือให้จังหวะเป็นระยะ “อ้ายพุ้นไผอยู่ที่ป่าหัวนาแหนมไปพอจิ่มปิ่ม”  สาวถามหนุ่มขึ้นว่า พี่ชายใครอยู่ชายป่าเหนือที่นามองเห็นไกลลิบลับนั่น  “คนเขามาหาเก็บเห็ดปวก” คนเขามาหาเก็บเห็นโคน  หนุ่มตอบ “เก็บเหมิดก่อนน้องละนอ  บ่ฮู้ว่าเป็นไผนอมันอยู่ไกลแหนมไปเฮ็ดจิ่มปิ่ม”  เก็บหมดก่อนน้องละสิ ไม่รู้ว่าเป็นใครมองไปไกลลิบเห็นไม่ชัด  สาวน้อยบ้านทุ่งพูดพร้อมหยิบหาบขึ้นบ่นบ่าแล้วเดินออกจากเถียงนาของหนุ่มนาไป ทำให่หนุ่มมองตามหลังไปจนไกลลิบลับ แหนมไปเห็นสาวพอจิ่มปิ่ม   พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาหฺละควม

        “จงทำในนี้ให้ดีที่สุด เพราะวันนี้มีเพียงวันเดียวเท่านั้น” พบกันอีกแล้วครับ พบกันคราวนี้ก็มารู้คำอีสานอีกคำหนึ่งกับคำว่า “ก่วย”

        “ก่วย” เป็นคำที่ใช้ในการทำให้น้ำใหลไปในทิศทางที่เราต้องการ  การทำท้องร่องหรือคลองเล็กให้น้ำใหลไปในทิศทางที่ต้องการไม่ให้เกิดการท่วมขังพื้นที่ใดที่หนึ่ง  ก็คือ การเปลี่ยนทางน้ำ  อาทิ เกิดฝนตกหนักมีน้ำท่วมขังจึงใช้จอบหรือเสียมมาขุดเป็นร่องให้น้ำใหลออกไปในทิศทางต่ำเพื่อให้น้ำใหลไปในทิศทางนั้น ก็เรียกว่า “ก่วยน้ำออก”

           เช้าตรู่ยามรุ่งอรุณท้องฟ้ามีแสงดวงอาทิตย์สาดส่องกระทบปุยเมฆที่เป็นกลุ่มสีขาวนวลอยู่บนขอบฟ้า แต่ละก้อนมีลักษณะต่างกันไปสลับซ้อนเรียงกันสวยงามไล่กันเป็นโทนสีตามความใกล้ไกลของแสงอาทิตย์ที่มาตกกระทบ   เมฆก้อนหนึ่งมองไปคล้ายกับผู้หญิงมานั่งที่ก้อนหินบนหน้าผาข้างน้ำตกกำลังใช้มือกวักน้ำขึ้นอาบ ดูล้วช่างมีความสุขเป็นไปตามจินตนาการ  หนุ่มน้อยบ้านนานั่งอยู่บนขอนไม้ข้างต้นไม้ใกล้เถียงนามองออกไปท้องทุ่งนาที่มีต้นข้าวทอดยอดเขียวชอุ่มลมพัดปลายปลิวลู่ไปตามตามลม เหมือนกับผ้าสีเขียวผืนใหญ่สะบัดพัดขึ้นลงเป็นรอนคลื่นสลับข้นลงดูแล้วช่างสวยงามยิ่ง หนุ่มนาเดินขึ้นไปหยิบแคนคู่ใจที่วางพาดอยู่ข้างเสามานั่งเป่าลายสุดสะแนนแล้วเปลี่ยนไปเป็นกาเต้นก้อนและลำเต้ยวนเวียนไปมาเสียงดังไปทั่วท้องทุ่ง

          สาวน้อยบ้านทุ่งสวมหมวกปีกสวมเสื้อแขนยาวทับเสื้อสีชมพู หาบกล่องข้าวและตะกร้ากับข้าวอีกข้างหนึ่งเดินลัดเลาะตามคันนาผ่านพรมข้าวเขียวฝ่าสายลมยามเช้าพัดมาอ่อนๆ พอเดินมาใกล้เถียงนาได้ยินเสียงแว่วของแคนจากหนุ่มทำให้ใจเป็นสุขยิ่งนัก สายตามองไปยังท้องฟ้าที่มีปุยเมฆขาวกระจายเป็นลวดลายซับซ้อนสวยงามยิ่ง  สายตาไปหยุดนิ่งที่ก้อนเมฆก้อนหนึ่งที่เหนือขอบฟ้ามองเห็นเป็นหนุ่มกับสาวนั่งเคียงคู่กัน หนุ่มใช้แขนโอบสาวท่าทางสาวดูอิงอาย  ธรรมชาติช่างแต่งแต้มได้สวยงามยิ่งนัก  ความคิดลอยล่องไปตามล่องระหว่างปุยเมฆแต่ละก้อนจนม้าถียงนาน้อยของหนุ่มน้อยบ้านนาในที่สุด “ ได้อียังแหน่ หาบมาจนหลังก่องหมด”  ได้อะไรบ้างดูหาบหนักจนหลังโก่งหมดเลย  หนุ่มหยุดเป่าแคนเอ่ยปากถามสาวออกไป  “ได้หลายอย่าง “ ได้หลายอย่าง สาวตอบพร้อมกับวางหาบหาบเข้าไปนั่งเคียงคู่หนุ่ม ถอดหมวกปีกกว้างออก แล้วก็หยิบตะกร้ามาเปิดกับข้าวออกวางตรงหน้าหนุ่มพร้อมนำกล่องข้าวออกมาวางข้าง “มา อ้าย มากินข้าว  น้องไปเก็บปวกมาได้หลายมื้อวานนี้ แกงมาฝาก  ไปเก็บเห็ดปวกหม่วยขนาดเลย มื้อนี่สิไปเก็บอีก” มาพี่มากินข้าว  น้องไปเก็บเห็นโคลนมาได้มากเมื่อวานนี้แกงมาฝาก  ไปเก็บเห็ดสนุกมากเลย  วันนี้ก็จะไปเก็บอีก  สาวพูดขึ้น   หนุ่มหนหน้าเข้าไปพูดขึ้นว่า “มื้อวันก่อนฝนตกหนัก น้ำป่าใหลลงมาแฮง ก่วยน้ำออกบ่ทันคันแทนาขาดเป็นเตอเลย”  วันก่อนฝนตกหนัก น้ำป่าใหลลงมาแรงมาก ขุดเปลี่ยนทางน้ำไม่ทันน้ำใหลพัดคันนาขาดเป็นแถวเลย”   หนุ่มนาพูดกับสาว “น้องอยู่เฮือนน้ำฝนใหลเข้าใต้ล่างเฮือน เอาเสียมมาก่วยน้ำ จนปวดแขนเหมิด”  น้องอยู่บ้านน้ำฝนก็ใหลเข้าใต้ถุนบ้านเอาเสียมมาทำล่องเปลี่ยนทางน้ำออกจนปวดแขนหมดเลย   หนุ่มสาวยิ้มและนั่งกินข้าวข้างเถียงนาอย่างเป็นสุขท่ามกลางปุยเมฆขาวสวยด้วยภาพจิตนาต่างๆของแต่ละคน  พบกันใหม่คราวหน้าครับ

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

     “นอนนานงานน้อย  ใช้บ่อยเงินหมด”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง  ช่วงฟ้าฝนโปรยปรายลงมาให้ชาวนาได้มีน้ำทำนากัน หลังจากหายใจไม่ทั่วท้องคอยฝนกันมาจนถึงเดือนสิงหาคมก็ยังไม่มีวี่แวว พอมาช่วงนี้ก็มีฝนตกลงมาให้พอทำเนาได้บ้างแต่ก็ไม่ได้เต็มที่แต่ก็ดีกว่าไม่มีฝน ชีวิตชาวนาก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติก็ขอให้ต่อสู้ต่อไปไม่มีอะไรจะไม่ต้องต่อสู้เลย แต่ก็ขอให้มีหลักในการต่อสู้คือคำนึงถึงหลักแห่งการมีเหตุมีผลและความจำเป็นก็แล้วกัน พบกันคราวนี้ก็นำคำอีสานมานำเสนอด้วยคำว่า “เป่ง”

      เป่ง  เป็นคำที่บอกกริยาอาการที่ใช้จอบหรือเสียมหรือเครื่องมือไปขุดปล่อยให้น้ำที่ท่วมขังใหลไปตามล่องที่ขุดเพื่อให้น้ำที่ขังนั้นลดลง  ไขน้ำหรือการระบายน้ำ  อาทิ น้ำท่วมต้นกล้าจึงได้นำจอมไปขุดคันนาปล่อยให้น้ำใหลไปยังที่อื่นก็บอกว่า เป่งน้ำออกจากกล้า  อีกความหมายหนึ่งหมายถึงเสียงดังอย่างนั้น  เอาไม้ไปตีกับถาดสำรับข้าวทำให้เกิดเสียงดัง ก็ว่า ตีพาข้าวดังเป่ง หรือตัดหญ้าแล้วมีก้อนหินกระเด็นมาถูกกระจกหน้าต่างดังเป่ง  ถ้าบอกเป่งเป่ง  จะหมายถึงลักษณะสีแดงจัด เรียกว่า แดงเป่งเป่ง เป็นต้น

         ตอนเช้าตะวันสีแดงสาดส่องขึ้นท้องฟ้าดูลำสีแดงแบ่งเป็นแถบด้วยว่ามีก้อนเมฆมาบดบังทำให้แสงอาทิตสาดขึ้นบนท้องฟ้ามองดูเป็นแสงยาวเหมือนผืนผ้าผืนใหญ่ปูพาดขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเป็นแนวยาว  หนุ่มน้อยบ้านนาตื่นตั้งแต่เช้ามาที่นาของสาวน้อยบ้านทุ่งจัดการนำควายเข้าไถไถนารอสาวน้อยบ้านทุ่งและเพื่อนๆจะมาช่วยปักดำนาในวันนี้เนื่องจากครบวันที่เพื่อนๆจะมาช่วยดำนาตามกำหนดที่ตกลงกันที่จับกลุ่มวนเวียนไปช่วยดำนาของแต่ละคนเรียงไปแต่ละวันผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นการช่วยเหลือกันทำงาน ซึ่งจะจับกลุ่มกันกลุ่มละ 5- 6 คน ซึ่งเรียกกันว่า “เอาแฮงกัน”  ทุกคนจะเดินทางไปทำนาผลัดกันโดยต่างคนต่างก็ห่อข้าวและใครมีกับข้าวอะไรก็นำไปช่วยกันร่วมกินด้วยกันเป็นการแบ่งเบาทั้งแรงและอาหารการกินไม่ให้เพื่อนลำบากเป็นช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์กันในหมู่เพื่อนบ้าน ตลอดจนได้มีกิจกรรมพบปะสร้างความสนิทสนมกลมเกลียวกันในคนในชุมชน

        สาวน้อยบ้านทุ่งบนบ่าหาบมือก็หิ้วถุงใส่ผลไม้พะรุงพะรังเตรียมต้อนรับเพื่อนที่จะมาช่วยดำนา พอมาถึงเถียงนาของหนุ่มนาก็มองขึ้นไปบนเถียงไม่เห็นหนุ่มนา สายตาพยายามสอดส่ายหาด้วยความห่วงหาประสาคนรักกันแต่ก็ไม่จึงได้เดินผ่านไป  พอพ้นไปใกล้ที่นาของตนก็มองเห็นหนุ่มกำลังไถนาอยู่รู้สึกดีใจ รีบเดินไปที่ถียงนำข้าวของไปเก็บแล้วรีบเดินไปหาหนุ่มนาทันที “อ้ายๆคือจั่งมาแต่เช้าแท้ ผ่านมาแหนมหาไสกะบ่เห็นหว่าแต่ผู้สาวมาลักเอาไปแล้วตี”  พี่ชายทำไมมาตั้งเช้า ผ่านมามองหาที่ใดก็ไม่เห็น  นึกว่าแต่มีสาวมาขโมยไปแล้ว  สาวเอ่ยขึ้น “มาแต่เช้าตั่วทำคะแนน ย้านผู้เฒ่าบ่มัก”  มาตั้งแต่เช้าสิ ทำคะแนนนิยมเกรงว่าว่าที่พ่อตาจะไม่ชอบ” หนุ่มตอบ สาวน้อยหัวเราะ “ อ้ายมาเซาก่อน ไถได้หลายงานแล้ว เดี๋ยวดำบ่แล้ว” พี่ชายหยุดก่อน ไถได้หลายแล้วเดี๋ยวจะดำไม่เสร็จ  สาวน้อยบอก  หนุ่มน้อยบ้านนาหยุดไถปล่อยควายไปหาและเล็มหญ้าตามคันนามานั่งบนคันนา เคียงข้างสาวน้อย สาวหยิบลูกน้อยหน่ามาส่งให้หนุ่มพร้อมพูดว่า “ หมากเขียบสุกจากต้นข้างเถียงเก็บมาใหม่ กินเบิ่งหวานบ่”   ลูกน้อยหน่าสุกเก็บมาจากต้นข้างเถียงเก็บมาใหม่ๆ ลองกินดูสิหวานไหม “ ยังบ่กินกะหวานพอแฮงแล้ว”  ยังไม่ได้กินก็หวานแล้ว หนุ่มตอบ สาวใช้ฝ่ามือแปะลงที่ไหล่หนุ่มหนึ่งทีแทนคำตอบ

 “ ตากล้าเป่งน้ำตั้งแต่มือวานปานนี้ยังบ่ทันแห้ง ต้องลุยน้ำหลก”  แปลงกล้าปล่อยน้ำออกตั้งแต่วานนี้ยังไม่ลดเลย คงจะได้ถอนย่ำน้ำไปด้วย สาวบอก “ มื้อวานขาอ้ายถูกไม้ทับไข่แดงเป่งเป่งเลย” วานนี้ขาพี่โดนไม้ทับบวมแดงเลย หนุ่มพูดพร้อมเอาขาให้สาวดู “ ไกลหัวใจอยู่บ่ตายดอก” ไกลหัวใจอยู่ไม่ตายหรอก สาวตอบพร้อมนำยาขี้ผึ้งออกมาจากกระเป๋าเสื้อบีบนวดให้กับหนุ่ม ทำเอาหนุ่มอมยิ้มอย่างเป็นสุข  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่   อย่างมีคุณค่าและเป็นสุข  เพราะชีวิตนั้นไม่ยาวนาน”  พบกันอีกทีก็ยังไม่มีวี่แววว่าความสงบในเรื่องข่าวสารความเป็นอยู่ของสังคมจะสงบสุข หากทุกคนทุกฝ่ายไม่ยอมลดละไม่ยึดหลักการความมีเหตุมีผลว่าที่กระทำนั้นมันได้อะไร ใช่วันนี้ตนเองได้สักวันหนึ่งสิ่งที่ตนได้ก็จะกลับมาเล่นงานตนในภายหลัง ไม่รุ่นตนก็รุ่นลูกร่นหลาน สู้หันหน้าเข้าหากันออมชอม แบ่งปันกันให้ทุกคนทุกฝ่ายมีความสุขจะไม่ดีกว่าหรือ อายุของเรานั้นไม่ยืนยาวมามัวทะเลาเบาะแว้งกันให้เสียเวลาเสียสุขภาพจิตกันไปทำไหม มาว่าคำอีสานกันอีกคำกับตำว่า “ซาบลาบ”

        “ซาบลาบ”  เป็นคำที่ใช้บอกลักษณะการเรียงรายของสิ่งของ ต่อกันเป็นแถวยาวไป เรียงราย,ทิวแถว, เรียงรายต่อกันยาวเหยียด, เรียงกันเป็นแถวจำนวนมาก,  อาทิ ต้นไม้ขนาดใหญ่เรียงกันเป็นทิวแถวก็ว่า  ต้นไม้ขึ้นเฮียงกันเฮ็ดซาบลาบ หรือ การนำเอาไม้มาปักเรียงกันเป็นแถวยาวก็ว่า ปักเฮียงกันซาบลาบหรือ ซ้ายล้าย ก็ว่า

         รุ่งเช้าวันใหม่เสียงไก่โกงคอขันอยู่บนคาคบไม้ข้างเถียงนาน้อย หนุ่มนาสะดุ้งตื่นเหยียดขี้เกียจลุออกจากที่นอน ลงไปจูงควายที่นอนเคี้ยวเอื้องอยู่ข้างเถียงนานำผูกเข้ากับไถไล่เดินลากไถไปตามร่องทุ่งนา เตรียมปักดำต้นข้าว แสงเงินแสงทองของดวงอาทิตย์สาดส่องกระทบกับน้ำที่กระเพื่อมเป็นแวววับเป็นริ้วตามจังหวะการเดินของควายที่เดินลากไถรอบแล้วรอบเล่า เหล่าบรรดานกกาบินว่อนร่อนหาเหยื่อตามคาคบไม้ส่งเสียงร้องก้องไปทั่วท้องทุ่งนา  สายแดดกล้าเหนื่อยล้าทั้งคนทั้งควายหนุ่มหยุดเอาควายออกจากคันไถปล่อยให้และเล็มกินหญ้าตามคันนา ส่วนหนุ่มก็นั่งพักเหนื่อยอยู่บนขอนไม้ข้างกระทงนาสอดส่ายสายตาไปโดยรอบท้องทุ่ง   เห็นการเคลื่อนไหวเป็นจุดเล็กๆเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนมาใกล้เห็นสาวน้อยบ้านทุ่งหาบหายสัมภาระเดินลัดเลาะมาตามคันนา   หนุ่มแกล้งล้มลงนอนพาดตัวไปกับขอนไม้ไม่ไหวติง “อ้ายเป็นหยังจั่งมานอนอยู่ขอนไม่จั่งซี้” พี่ชายเป็นอะไรจึงได้มานอนอยู่ขอนไม่อย่างนี้  สาวร้องเรียกด้วยตกใจ เงียบไม่มีเสียงตอบจากหนุ่ม  สาวรีบวิ่งเข้ามาวางหาบสัมภาระไว้รีบไปนั่งใช้มือสอดไปใต้คอหนุ่มยกขึ้น ตามองดูหน้าหนุ่มเห็นแน่นิ่งไม่ไหวติงตกใจบ่นขึ้นว่า “เป็นหยังโตนกะยังอุ่นอยู่  อ้าย อ้าย”  เป็นอะไรตามตัวก็ยังอุ่นอยู่ พี่พี่  สาวเรียก   หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ปล่อยก๊ากออกมา “เพี๊ย เพี๊ย เพี๊ย สามทีติดต่อกัน  เสียงฝ่ามือกระทบลำตัวหนุ่มติดต่อกัน “ เฮ็ดหยังกะบ่ฮุ้คนละตกใจเหมิด”  ทำอะไรก็ไม่รู้ทำให้ตกใจหมดเลย  สาวพูดขึ้น “น้อยใจโว้ย  หัวค่ำอ้ายเข้าไปบ้านข้างเฮือนน้องมีงานหยังเห็นรถยนต์จอดเฮีรยงกันเฮ็ดซาบลาบ”   น้อยใจนะสิ  ตอนเย็นพี่เข้าไปบ้านข้างบ้านของของน้องมีงานอะไรเห็นรถยนต์เรียงกันเป็นทิวแถวเลย   หนุ่มถามขึ้น  “รถพี่น้องสาวน้อยมาจากกรุงเทพฯ มาปรึกษาเรื่องจะทำบุญกฐินหลังออกพรรษา”  รถญาติของสาวน้อยมาจากรุงเทพฯ มาปรึกษากันเรื่องทำบุญกฐินหลังออกพรรษา   สาวตอบ “เออ...ไขแหน่ คึดว่าแต่ผู้บ่าวมาขอสาวเฮือนน้อง ค฿ดอกสิหักสะแล้ว ”  ค่อยยังชั่ว  คิดว่าแต่มีหนุ่มมาสู่ขอสาวบ้านของน้อง  คิดว่าจะอกหักเสียแล้ว หนุ่มพูดต่อ “โอ้ย....” เสียงหนุ่มดังขึ้น  “ถ่าผู้เดียวนี่หละไปขอยังบ่เห็นจักเถื่อ เฒ่าพอแฮงแล้ว”  รอคอยเดียวนี่แหละไปขอแต่ก็ยังไม่มีวี่แวว  สาวใช้มือบิดที่แขนหนุ่มอย่างแรงก่อพูดพร้อมลุกขึ้นยืนและเดินออกไป  ให้หนุ่มนั่งมองตามหลัง ก่อนพ้นสาวหันกลับมาค้อให้หนุ่มสองที   พบกันอีกสัปดาห์หน้าครับ.

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ยามให้..ไม่ควรคิด  ยามรับ..ควรตอบแทนคุณ”สวัสดีครับ พบกันอีกครั้ง ความวุ่นวายในบ้านเมืองยังไม่จบสิ้น ก็เป็นธรรมดามันคือรสชาติของการดำเนินชีวิตหากไม่มีอะไรชีวิตก็จืดชืด แต่ก็อย่าหลงตกเป็นเหยื่อจนลืมคิดถึงกฎระเบียบ ความมีวินัยในตัวเองจะช่วยให้เราเป็นคนมีเหตุผล  ให้คิดว่าในโลกแห่งความเป็นจริงหากไม่กฎเกณฑ์แล้วใครจะทำอะไรก็ได้ก็จะทำเพียงเพื่อสนองตัณหาของตน แต่ความสงบสุขจะไม่มี    มาคราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากเหมือนเดิมกับคำว่า”เอิดเติด”

       “เอิดเติด”  เป็นคำที่บอกลักษณะของความโล่งเตียน  หมดเกลี้ยงไม่มีอะไรเหลือ ราบเรียบ  ป่าราบ, หมดไม่มีเหลือ  ไม่เหลืออะไรให้เห็น  อาทิ ในหน้าร้อนเกิดไฟไหม้ป่าจนโล่งเตียน ก็ว่า  ไฟไหม้ป่าแปนเอิดเติด  หรือใช้เงินจนเกลี้ยงกระเป๋าก็ว่า  ใช้เงินซื้อของจนเหมิดกระเป๋าแปนเอิดเติด ก็ว่า

          แดดยามเย็นสอดส่องลอดทิวไม้ แสงสีแดงพุ่งเป็นสายขึ้นเหนือท้องฟ้ามองเป็นทิวเหมือนนำผ้าสีแดงมาวางทาบทาไปตามท้องฟ้า รอบๆดวงอาทิตย์มองไปเห็นละอองไอฝนบดบังแสงอาทิต มองเหมือนม่านผ้าสีทองมากั้นท้องทุ่งนาไว้ เหล่านกการ้องส่งเสียงสัญญาณให้เพท่อกลับสู่รวงรัง ดูเหมือเป็นการสำรวจดูว่ามีใครรอดชีวิตจากการเดินเที่ยวหากินในคราวนี้ที่จะนำชีวิตกลับไปรังของตน กบเขียดร้องออ๊บแอ๊บอยู่ทั่วทุ่ง นับว่าเป็นเสียงประสานที่ไพเราะของธรรมชาติที่ขับขานประกอบกับม่านฟ้าแสงสีทองในยามเย็น

           หนุ่มน้อยบ้านนาก้มๆเงยอยู่กับการไถนา มีควายลากไถนานำหน้า พอถึงขอบกระทงนาก็ยกคันไถเหวี่ยงให้หันกลับไปตามเส้นทางรอยไถ ดินที่ถูกไถตัดลื่นหลขึ้นแล้วตกลงกระทบผิวน้ำดังจ๋อมแจ๋มเป็นระยะ  กำลังเพลิดแพลินกับเสียงดินกระทบน้ำประสานกับเสียงไล่ควายฮือๆ ก็ต้องหยุดชะงักลง “อ้ายค่ำแล้วบ่พอเซาละบอ” พี่ชายค่ำแล้วไม่หยุดหรืออย่างไร เสียงหวานแว่วมาจากสาวน้อยบ้านทุ่งที่มายืนอยู่บนค้นนาร้อง “เออเดี๋ยวไถงานี้แล้วก่อนจั่งสิเซา” เออ ไถให้เสร็จงานนี้ก่อนจึงจะหยุด หนุ่มตอบ  สาวยืนยิ้มแล้วพูดว่า “อ้ายมื้อนี่เข้าไปบ้านนอ ไปวัดไหว้พระฟังเทศน์ ช่วงเข้าพรรษานอ” พี่ชายวันนี้เข้าไปบ้านวัดไหว้พระฟังเทศน์ช่วงเข้าพรรษานะ  สาวออกปากชวนหนุ่มน้อยบ้านนา  “ไปกะไป น้องหล่าไปเก็บดอกบัวอยู่หนองนำติละไปไหว้พระ”  ไปก็ไป น้องไปเก็บเอาดอกบัวที่หนองนำสิไปไหว้พระ  หนุ่มตอบรับคำ  สาวเดินหายไปครู่หนึ่งกลับมาพร้อมดอกบัวหนึ่งกำพูดว่า”อ้ายไผไปถางป่าหญ้าข้างลำห้วยแหนมไปแปนเอิดเติดเลย”  พี่ชายใครล่ะไปถางหญ้าที่อยู่ข้างหนองน้ำมองไปโล่งเตียนหมดเลย  สาวถามขึ้น  “อ้ายนี่ล่ะ  ถางออกให้มันแปนย้านงูกัดคนที่มาเก็บดอกบัวไปไหว้พระ” พี่นี่แหละ ถางออกเกรงว่างูจะกัดคนที่มาเก็บดอกบัวไปไหว้พระ  หนุ่มตอบ  “แล้วละบ้อไถนาป้ะฟ้าวเมือเดี๋ยวสิไปวัดบ่ทันหมู่”  เสร็จแล้วหรือยังไถนา ไปรีบหน่อยรีบกลับบ้านเดี๋ยวจะไปวัดไม่ทันเพื่อน  สาวชวนหนุ่ม  หนุ่มก็รีบนำควาวยออกจากคันไถนำไปผูไว้ข้างเถียงนา พร้อมนำหญ้ามาให้ ขึ้นไปบนเถียงหยิบเสื้อผ้าลงมาจับมือสาวจูงเดินกลับบ้านลัดเลาะไปตามคันนาฟังเสียงทักทายจากกบเขียดตามท้องทุ่งนาที่ผ่านอย่างสุขใจ ครวน้าพบกันใหม่ครับ.

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ความเพียรพยายามของคนที่ไม่ลดละ  เทวดาก็กีดกันไม่ให้สำเร็จไม่ได้” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้ง หลังรอลุ้นฝนเพื่อจะให้ตกลงมาให้เกษตรกรได้ลงมือทำนากันในช่วงฤดูกาล ก็พอจะหายใจได้บ้างแต่ยังไม่ดี ฝนยังทิ้งช่วงตกระปิดกระปรอยน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรเท่าใดนัก ทุกวันนี้อะไรก็ต้องดิ้นรนกันอย่างหนัก ก้ดิ้นกันแต่อย่าให้ไปกระทบคนอื่นให้เดือดร้อนก็เป็นพอ และจะมีสุขต้องเป็นคนที่ไม่ละซึ่งความเพียรพยายาม ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ยึดความจำเป็นเป็นหลัก ดังคำพูดที่ว่า “ กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน “ ครับก็ว่ากันไม่  มาคราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากเช่นเคยกับคำว่า “เจ้งเพ้ง”

      เจ้งเพ้ง  เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่มีจำนวนมากมาย, มาก,มูน,นับไม่ถ้วน มีไม่อดอยาก,สิ่งของที่นำมารวมกันมากๆ ก็จะเรียกว่า “กองเฮ็ดเจ้งเพ้ง”  หรือกองเจ้งเพ้ง ก็ว่า

        รุ่งเช้าหนุ่มน้อยบ้านนา ตื่นจากที่นอนรีบลงนาตั้งแต่เช้า นำความเข้าเทียมไถ ไถนารอคนในครอบครัวมาร่วมดำนา หลังไม่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน ทำให้ทั่งท้องทุ่งมีน้ำขัง ดินชุ่มฉ่ำ วัวควายได้และเล็มหญ้าอ่อนที่งอกดูเขียวสดบนคันนา กบเขียดร้องก้องทุ่งอย่างเป็นสุข  หลังจากไถนาเสร็จหนุ่มน้อยบ้านนาก็ปล่อยควายให้และเล็มหญ้า ส่วนตนนั้นก็แบกจอบขุดมุมคันนา ขุดดินขึ้นวางบนคันที่คอดกิ่วก้องแล้วก้อนเล่า ท่ามกลางแสงแดดที่สอดส่องกล้าขึ้นทุกที ทำเอาเหงื่อหยดหยาดลงเต็มใบหน้าจึงค่อยเดินมาที่เถียงนาหยุดพัก หยิบแคนขึ้นมาเป่าคลายเหนื่อย

       ขณะทีกำลังเป่าแคนอย่างสุขใจอยู่นั้นหนุ่มได้ยินเสียงตุบดังมาทางด้านหลัง หยุดเป่าแคนหันไปตามเสียงทันที ไม่เห็นอะไร สักครู่มีเสียงหัวเราะดังมาจากข้างจอมปลวกข้างเถียงนา  สาวน้อยบ้านทุ่งเดินยิ้มหวานเข้ามาใกล้ “อ้ายตกใจอีหยัง  เฮ็ดหน่าพ้อว้อแพ้แว้”  พี่ชายตกใจอะไร ทำหน้าลุกลี้ลุกลน สาวพูด “ย้านผีหลอก เสียงดังลงข้างหลัง คันฮู้หว่าผีงามปานนี้บ่มีย้านเลย” กลัวผีหลอก ได้ยินเสียงดังอยู่ข้างหลัง  ถ้ารู้ว่าผีสวยขนาดนี้ไม่กลัวหรอก “อ้ายไถนาได้จักงานแล้ว  จั่งมานั่งเป่าเล่นเล่นบ่ฮู้ฮ้อน”  ไถนาได้กี่งานแล้วทำไมมานั่งเป่าแคนเล่นไม่รู้ร้อนอะไรอยู่ สาวถามหนุ่มขึ้น  “ได้ห้างานแล้ว รอแต่คนจะมาช่วยดำเหนื่อยเลยขึ้นนั่งพักเป่าแคนเล่นๆ”  ไถได้ห้างานแล้ว เหนื่อยเลยขึ้นมานั่งเป่นแคนให้หายเหนื่อย “ไผสิมาดำนำอ้ายแหน่ มัดกล้าคือหลายเอากองเฮ้ดเจ้งเพ้งอยู่งานนา”  ใครล่ะจะมาช่วยดำนากับพี่บ้าง มัดกล้าเยอะแยะนำมากองที่งานนาเป็นจำนวนมาก สาวถาม “กะน้องนี่เดผู้หนึ่ง  กล้าดำบ่แหมิดกะไว้ดำมื้อใหม่ได้”  ก็น้องนี่ไงล่ะคนหนึ่ง กล้าถ้าดำไม่หมดก็เอาดำในวันใหม่ได้ พูดแล้วหนุ่มก็ลุกขึ้นไปจูงแขนสาวน้อยลงทุ่งนำร่วมกันดำนาอย่างเป็นสุข  พบกันใหม่ครวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “ความอดทนเป็นต้นไม้ให้รสแสนขม  แต่การให้ผลแสนหวาน”  สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งช่วงหน้าฝน เกือบทุกวันจะมีฝนตกพรำๆทำให้ตามท้องทุ่งมีน้ำขัง แต่ก็ต้องระวังความเจ็บไข้ได้ป่วยกันด้วยนะครับ  อากาศอาจจะเย็นลงร่างกายปรับไม่ทันอาจจะทำให้เป็นหวัดเป็นไอกันได้ง่ายๆ หากเจ็บป่วยแล้วจะทำให้เสียเวลาในการทำงาน ต้องเชื่อมั่นและอาศัยตนเองอย่างมีเหตุมีผลไม่คนใดที่จะหวังดีต่อตัวเราเท่ากับตัวเราเองหรอกครับ...ชีวิตเราต้องลิขิตเองอย่าตกเป็นทาสของใครอื่นเขาเด็ดขาด  ครับก็มาว่าเรื่องคำอีสานบ้านเฮาต่อด้วยคำว่า “ขื่อหลื่”

         ขื่อหลื่อ   เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ หรือสิ่งที่มันเป็นลักษณะนั้นมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับสิ่งของที่เป็นสีดำ  อาทิ  สิ่งของที่มีขนาดใหญ่และมีสีดำมากๆก็จะบอกว่า ดำขื่อหลื่อ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เล็กลงมาก็จะบอกว่า ดำขี่หลี่

          รุ่งเช้าท้องฟ้าแสงสีทองจับขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก แสงสีทองส่องกระทบน้ำที่ท่วมขังอยู่ตามท้องนา แมกๆไม้มีสีเขียวสดใส เสียงกบเขียดร้องกันระงมไปทั่วท้องทุ่ง  หนุ่มน้อยบ้านนาเดินตามรอยไถที่ควายลากรอบแล้วรอบเล่า เสียงคมไถตัดดินไหลลื่นขึ้นสู่ใบไถแล้วล่วงลงนำดังจ๋อมแจ๋มๆ ประสานกับเสียงฮือๆของหนุ่มน้อยบ้านนาที่ไล่ให้ความเดินลากคันไถไปมือซ้ายจับเชือกควายคอยสะบัดให้ความเดินไปตามร่องที่จะไถ มือขวาจับประคองคันไถให้ตรงแนวและกำหนดว่าจะให้กินดินลึกหรือตื้นขนาดใด  เหล่าบรรดานกกาก็บินว่อนรอนออกจากรวงรัง นกอี้เอี้ยงจับบนต้นตาลส่งเสียงดัง บางตัวบินลงมาจับบนหลังควายจิกกินเห็บไรให้ควายอย่าเป็นสุขวึ่งมีชีวิตที่พึ่งพากันอย่างลงตัวของธรรมชาติ

        สาวน้อยบ้านทุ่งหลังตระเตรียมข้างปลาอาหารก็รีบจัดจัดตะกร้า สวมเสื้อสีดำแขนกระบอก สวมหมวกสาน รวบผมสลวยไว้ด้านหลัง หาบเดินออกท้องทุ่งนา ลัดเลาะเลียบมาตามคันนา ตามองเห็นต้นกล้าที่เริ่มปักดำเป็นสีเหลืองกระจายไปทั่วทุ่ง บางแห่งก็เริ่มที่จะเริ่มเป็นสีเขียวช่างเป็นความสุขและความหวังของชาวนาไทย พอมาถึงแปลงนาที่หนุ่มน้อยบ้านนากำลังไถก็หยุดพร้อมวางหาบลงยืนยิ้มให้กำลังใจแหนุ่มพร้อมพูดว่า “อ้ายไถนาได้จักงานแล้ว เหมื่อยบ่”  พี่ชาไถนาได้กี่งานแล้วเหนื่อยไหม “บ่เหมื่อยดอกมีผู้สาวมาให้กำลังใจ”  ไม่เหนื่อยหรอกมีสาวมาให้กำลังใจ  หนุ่มร้องตอบประสานเสียงก้อนดินจากการไถตกลงไปในน้ำน้ำ  สาวน้อยบ้านทุ่งยิ้มแล้วพูดว่า “อ้ายนั่นอีหยังดำขื่อหลื่ออยู่กลางไฮ่นั่น”  พี่ชายนั่นอะไรสีดำๆอยู่กลางแปลงนานั่น  “ตอฮากไม้ใหญ่อ้ายเผาไฟบ่เหมิด  เหลือเป็นตอดำขื่อหลื่ออยู่จั่งซั้นหละ” ตอรากไม้ขนาดใหญ่ที่พี่เผาไหม้ไม่หมด เหลือเป็นตอสีดำๆอยู่นั่นแหละ  สาวเดินไปนั่งที่ขอนไม้ข้างแปลงนาหยิบข้างโพดต้มออกมาแล้วเรียกหนุ่มไปว่า “อ้ายเซาวะก่อนมากินข้าวโคดต้มหวานแฮงแท้ได๋” พี่ชายพักก่อนมากินข้าวโพดรสหวานมากๆเลย  หนุ่มได้ยินก็หยุดไถแล้วเดินไปนั่งเคียงข้างสาวน้อยปล่อยให้ควายและเล็มหญ้าที่คันนา” หวานแฮงอีหลีนอข้าวโคดนี่ แซบเพิ่มขึ้นอีกได้นั่งไก้ผู้สาว”     หวานมากจริงๆนะข้าวโพดนี่ อร่อยมากๆเลยที่ได้นั่งใกล้ๆสาว  หนุ่มพูดขึ้น  เสียงดังตุบที่กลางหลัง “โอ๊ะ บักตูมหล่น” หนุ่มอุทานออกมา  “ หน่วยใหญ่บ่อ้าย สุกฮือบ่สุก”  ลูกใหญ่ไหมละพี่สุกหรือไม่ สาวถาม  “บักตูมหน่วยนี่บ่มีต้นสุกบ่สุกกะหล่นได้ หล่นมาถึกกลางหลังอ้ายอยู่เรือยๆ”  ลูกมะตูมลูกนี้ไม่มีต้นสุกหรือไม่สุกก็หล่นได้ หล่นมาถูกกลางหลังพี่อยู่เป็นประจำเลย  สาวค้นให้ก่อนลุกไปหยิบเอาหาบเดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง หนุ่มน้อยบ้านาร้องตามหลังว่า “หล่าเจ้าบ่เอาบักตูมไปนำบ๊อ”  น้องไม่เอาลูกมะตูมไปด้วยเหรอ   คราวหน้าพบกันใหม่ครับ

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “ภายใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดยาก สำหรับผู้มีใจพากเพียร”  สวัสดีครับพบกันครั้ง กระแสความขัดแย้งและกล่าวซึ่งกันและกันของคนในประเทศก็ยังคงมีอยู่ กระแสที่ขัดแย้งคราวนี้ก็คือเรื่องนำมาเล่าใหม่ก็คือกระแสของพรมแดนไทย-กัมพูชาด้านปราสาทพระวิหาร  คนในชาติมัวแต่ทะเลาะกล่าวโทษกันไม่ได้ร่วมกันคิดนำข้อมูลที่แท้จริงมาวิเคราะห์ร่วมกันว่าจะแก้ไขกันอย่างไร มีแต่โยนกองให้แต่ละฝ่าย ในความคิดผู้เขียนก็เห็นว่ามีแต่ทางเสียเปรียบคู่แข่งเรื่อยไปแล้วก็จะนำมาซึ่งความเสียหายกับส่วนรวม  ก็ว่ากันไป คราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากคำว่า “โจ่ยโหล่ย”

           โจ่ยโหล่ย  เป็นคำที่บอกลักษณะสิ่งที่ จืด  ,จาง , จืดชืด,ไม่มีรส, ขาดรสชาติ,  อาหารไม่มีรสเกลือ  เรียกว่า จางโจยโหล่ย  คนหน้าจืด  ก็จะว่า หน้าโจ่ยโหล่ย

            ยามเย็นหลังฝนกระหน่ำตกลงอย่างหนักในบ่ายที่ผ่านมา ไอน้ำฟุ้งไปทั่วบริเวณ ตามต้นไม้หยดน้ำหล่นลงกระทบพื้นที่มีใบไม้แห้งดังป๊อกแป๊ก และซ่ายามลมพัดมาทำให้หยดน้ำล่วงหล่นจากใบไม้ลงสู่พื้น  มองไปขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเห็นรุ้งกินน้ำเป็นรูปโค้ง นึกถึงตอนเป็นเด็กผู้ใหญ่บอกว่าอย่าชี้เด็ดขาด หากชี้แล้วมือจะกุด ความสงสัยเกิดขึ้นอยู่ในใจตลอดเวลา หากหลงชี้ต้องรีบนำเอามาเช็ดตูดตนเอง   หนุ่มน้อยบ้านนานั่งเหม่อมองสายรุ้งพร้อมยิ้มในใจด้วยความดีใจที่เห็นสายฝนโปรยปรายลงมาทำให้มีน้ำขังไปทั่วท้องทุ่งก็หมายถึงว่าต้องได้ลงทำนามองเห็นผลผลิตในอนาคตอีก 3-4 เดือนข้างหน้าหลังกังวลว่าจะไม่มีฝนมาให้ทำนา จึงหยิบเอาพิณตัวโปรดมากรีดดีดสายเป็นเพลงลูกทุ่งต่อด้วยลายลมพัดพร้าวกล่อมไปทั่วท้องทุ่ง  สลับกับแสงสะท้อนของแดดยามเย็นกระทบน้ำที่ขังท้องทุ่งเป็นสีทองแล้วค่อยกลายเป็นสีแดงก่อนลับขอบฟ้า   สาวน้อยบ้านทุ่งหลังทำงานในท้องนาเสร็จก็เตรียมสิ่งของตะกร้า กล่องข้าวยกหาบขึ้นบ่า เดินลิ่วลัดเลาะไปตามคันนา ท่ามกลางเสียงอ๊อบแอ๊บของเขียดที่ร้องอยู่ในท้องทุ่งมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้าน  พอมาใกล้เถียงนาน้อยก็ได้ยินเสียงพิณหนุ่มน้อยบ้านนาแว่วมาเข้าโสตประสาทสอดประสานกับเสียงของกบเขียดที่ร้องเมื่อได้น้ำจากฝน  เข้าใกล้ได้เข้าไปนั่งเคียงข้างหนุ่มที่นั่งดีดพิณที่ขอนไม้ข้างเถียงนา “อ้ายฝนแฮงนอมื้อนี้ ดีใจสิได้ลงทำนาวะที” พี่ชายวันนี้ฝนตกหนักนะ ดีใจจะได้ลงทำนาเสียที  สาวบ้านทุ่งพูด   หนุ่มพยักหน้ามือยังดีดพิณ  “อ้ายเจ้าปากกึกบ๊อเว้ากะบ่เว้านำ” พี่ชายเป็นใบ้หรือไงพูดก็ไม่พูดด้วย  สาวพูดพร้อมใช้กำปั้นทุบที่ไหล่หนุ่มหนึ่งที  หนุ่มละมือลงจากพิณพูดว่า “บ่ได้กึกแต่อ้ายใช้หัวใจเว้านำเจ้า” ไม่ได้เป็นใบ้แต่พี่ใช้หัวใจพูดกับน้อง  “นี่อ้ายน้องได้หมากแตงจริงสุกมาให้อ้ายกิน   .นี่กินเบิ่งแซบบ่”  นี่พี่น้องได้แตงไทยมาให้พี่กิน นี่ไงกินดูสิอร่อยไหม  สาวพูดพร้อมยื่นให้ หนุ่มหยิบมาใส่ปากทำหน้าเบ้พูดว่า “ บักแตงมาแต่ไสคือจั่งโจ่ยโหล่ยจั่งซี้”  แตงไทยได้มาจากไหนละทำรสมันจางอย่างนี้   “บักแตงอยู่ข้างเถียงมันถูกแดดเผา คึดหว่ามันสุกเลยเอามาให้กิน”   แตงไทยมันขึ้นที่ข้างเถียงนามันถูกแดดเผา น้องคิดว่าทันสุกเลยเอาให้กิน   “จั่งซั้นหว่าแซบกะได้ผู้สาวมีใจเอามาให้กิน”  อย่างงั้นว่าอร่อยก็ได้ สาวอุตส่าห์มีใจเอามาให้กิน  หนุ่มพูด สาวน้อยใช้มือทุบอีกสองสามที “ฮู้แล้วคนบ่มีความจริงใจ เสื่อบ่ได้”  รู้แล้วนไม่มีความจริงใจเชื่อไม่ได้  สาวพูดขึ้นพร้อมกับฉวยหาบเดินออกไปพร้อมค้อนหนุ่มหลายตลบ ปล่อยหนุ่มนั่งมองตามหลังก่อนหยิบพิณมาดีดกล่อมท้องทุ่งอยู่เดียวดาย  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

           “อาศัยโชคชะตาหรือจะสู้ความสามารถตนเองได้” สวัสดีครับพบกันแล้ว กระแสความขัดแย้งในสังคมก็ยังไม่คลี่คลาย ประเด็นเก่าเข้ามาอีกก็คือประเด็นการขึ้นมรดกโลกปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งก่อนเคยเป็นของไทยมาก่อนแต่ก็ต้องสูญเสียไปให้กับกัมพูชา  คนในท้องถิ่นเข้าใจดีว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรแต่รัฐบาลในบางเรื่องก็ไม่ทันเกมของฝ่ายกัมพูชาปิดกั้นกันเองก็เลยทำให้เรื่องราวคาราคาซังกันอยู่อย่างนี้ก็ว่ากันไป  เรามารู้คำอีสานกันด้วยคำว่า “ขอดเขี่ยว”

         ขอดเขี่ยว  หมายถึง   เคี่ยวเข็ญ, บีบคั้น , บังคับให้กระทำ   อาทิ  ลูกต้องการอยากได้เงินไปซื้อรถมอเตอร์ไซด์ก็มาบีบบังคับให้พ่อแม่หาเงินซื้อให้โดยขายไร่ขายนา ก็ว่า  ลูกขอดเขี่ยวให้หาเงินจนต้องขายไฮ่ขายนา

          ดงตะวันลับขอบฟ้าในยามเย็น สาดแสงสะท้อนกับน้ำที่ขังตามท้องนาเป็นสีทองสะท้อนขึ้นไปปกระทบกับใบไม้สีเขียวสดมองเป็นมันวาววับ ดูงดงามยิ่งนัก เสียงกบเขียดร้องโอ๊บ โอ๊บ ดังมาแต่ไกล เสียงแอ๊บ แอ๊บของเขียดร้องทั่วท้องทุ่ง ดุจเสียงสวรรค์ของชาวนา  บ่งบอกสัญญาณว่าฤดูกาลทำนาเริ่มขึ้นแล้ว  ชาวนาต่างนำข้าวลงแช่น้ำเตรียมหว่านกล้าเตรียมปักดำ  ตอนพลบค่ำก็ลงไถนาพลิกผืนนารอต้นกล้าโตเพื่อจะนำมาปักดำ บางคนก็ใช้วิธีการหว่านต้นข้าวอ่อนขึ้นเต็มทั่งทุ่งนา  เป็นภาพชีวิตที่สวยงามเป็นความหวังของชาวนา  หน้าฝนท้องทุ่งจะอุดมสมบูรณ์มีเห็ด พืชพรรณธัญญาหารธรรมชาติขึ้นให้ได้เก็บมากินกัน   หนุ่มน้อยบ้านนาหลังไถนาเสร็จก็มานั่งที่ตอไม้ข้างเถียงนา หยิบแคนดนตรีคู่ใจมาเป่าไล่ความเหนื่อย ในลายล่องกล่อมท้องทุ่งประสานกับเสียงกบ เขียดร้องในท้องทุ่ง   สาวน้อยบ้านทุ่งซึ่งมาที่นาอยู่เหนือขึ้นไปพอพลบค่ำก็เตรียมสัมภาระและฟืนซึ่งจากิ่งไม้แห้งตามหัวไร่ปลายนา และได้เห็ดเผาะที่เก็บตามพื้นนาใส่ตะกร้าหาบเดินตามคันนาเลาะเรียบลงมามุ่งหน้ากลับบ้าน พอเดินใกล้เข้ามาได้ยินเสียงแคนหนุ่มน้อย ก็ยิ้มอยู่ในใจ พอเข้าไปใกล้ก็เดินเข้าไปวางหาบนั่งเคียงข้างหนุ่ม “อ้ายกบที่มันฮ้องโอ๊บๆนั่นกบโตผู้ฮือโตแม่” พี่ชายกบตัวที่มันร้องโอ๊บๆนั่นนะเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย   สาวถามหนุ่มคนรัก  “กบโตผู้มันฮ้องหาโตแม่”  กบตัวผู้มันร้องหาตัวเมีย  หนุ่มหยุดเป่าแคนตอบสาวคนรัก “อ้ายยามได๋ซั้นเจ้าจั่งสิไปขอสาว  สาวเขาถ่ามาโดนแล้วได๋”   พี่ชายเมื่อไหร่ละพี่จะไปขอสาวแต่งงานสักที สาวเขารอพี่นานแล้วนะ สาวน้อยถามต่อ “อย่ามาขอดเขี่ยวกันหลายฝนกำลังตกมา   เฮ็ดนาขายข้าวได้เงินพอค่าดองก่อนจั่งสิไปขอ”  อย่าบีบบังคับกันหลายฝนกำลังตกมา  ทำนาขายข้าวได้เงินพอค่าสินสอดก่อนจึงจะไปสู่ขอ  หนุ่มตอบ สาวค้อนให้พร้อมกล่าวว่า”บ่ได้ขอดเขี่ยวดอกย้านหลง ผู้สาวถ่าบ่าไหวไปเอาผู้ใหม่เจ้าสิเสียใจได๋”  ไม่ได้บีบบังคับหรอก กลัวลืม หากสาวรอไม่ไหวไปคนใหม่แล้วจะเสียใจไม่รู้ด้วยนะ  สาวตอบพร้อมกับลุกขึ้นฉวยได้หาบเดินออกจากเถียงนาน้อยไป ปล่อยหนุ่มนั่งอยู่คนเดียวหยิบแคนขึ้นมาเป่าต่ออย่างเป็นสุข  คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “จงใช้ความสามารถของเราให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้ง ความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังมีอยู่  หากแต่ละฝ่ายคิดเห็นคนส่วนรวม ละคำนึงถึงประโยชน์ของความขัดแย้งว่ามันไม่ได้ให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองมีแต่จะทำให้เกิดความเลวร้ายในสังคม มีแต่จะผลักให้ถอยหลัง  กลับมาร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาจะดีกว่า แทนทีจะคอยแต่จะหาจังหวะเอาชนะซึ่งกันและกันโดยไม่คิดถึงคุณธรรมและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่  ครับพบกันก็มาร็คำอีสานกันกับคำว่า “อั๊บฮับ”

            อั๊บฮับ   เป็นคำที่ใช้บอกลักษณะของสิ่งของที่มีลักษณะแหลกละเอียด ไม่มีชิ้นดี  หาชิ้นดีไม่ได้  พังยับเยิน  พังยับ เช่น  มีวิทยุอยู่เครื่องหนึ่งเกิดโมโหก็นำเอาทุบจนพังเสียหายไม่มีชิ้นดี ก็เรียกว่า “หมู่นอั้บฮับ” หรือ หมู่นอุ้ยปุ้ย  ก็ว่า

           ยามเช้าท้องฟ้าแจ่มใสใบไม้สะท้อนแสงสีทองของดวงตะวันยามเช้า  น้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบไม้ส่งแสงแวววับ หมู่แมลงบินเลาะเลียบเกาะมวลดอกไม้ไปทีละดอกเพื่อจะดูดน้ำหวาน  เป็นการเริ่มต้นชีวิตวิถีแห่งวัน  เหล่าสัตว์ใหญ่น้อยทยอยกันออกจากรวงรังเพื่ออาหารให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปอีกวันและต่อไปในวันข้างหน้า หารู้ไม่ว่าจะดับสูญไปในเสี้ยววินาทีของวันใดไม่มีใครจะหยั่งรู้ได้ ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต  หนุ่มน้อยบ้านนากลับจากการทำงานในสวนก็กลับมานั่งที่ตอไม้ข้างเถียงนาตาก็สอดส่ายเลาะเลียบไปทั่วท้องทุ่ง  ที่ฝากหนึ่งของท้องทุ่งก็เห็นสาวสวยหาบสัมภาระเดินลัดเลาะมาตามคันนา หนุ่มน้อยมองเห็นก็หาวิธีที่จะแกล้งสาวน้อยบ้านทุ่งในทันที รีบวิ่งขึ้นไปบนเถียงนาน้อยนอนคลุมโปงเงียบ

            พอสาวน้อยบ้านทุ่งเดินมาถึงก็แปลกใจทำไมหนุ่มถึงไม่นำแคนหรือพิณมาเป่าหรือดีดเหมือนเช่นวันที่ผ่านมา นึกอยู่ในใจว่าหนุ่มคนรักเป็นอะไรไป พอเข้าที่ถียงนาน้อยก็ไม่เห็นหนุ่มนั่งหรือยืนอยู่ที่ลาน  รีบเดินเข้าไปใกล้ๆมองขึ้นไปบนเถียงนาก็เห็นผ้าคลุมอยู่ตกใจรีบขึ้นไปบนเถียงนารีบดึงผ้าออกเห็นหนุ่มนอนนิ่งไม่ไหวติงก็ส่งเรียกร้องอย่างตกใจว่า“อ้ายๆเป็นอีหยังจั่งบ่ติงคิง”  พี่ชายเป็นอะไรจึงเคลื่อนไหว   “เป็นไข้   ไข้ใจอย่างแฮง”   เป็นไข้ไข้ใจอย่างแรง    หนุ่มตอบ   สาวเป็นห่วงใช้มือแตะที่หน้าผากและจับที่ปลายเท้า “หัวกะบ่ฮ้อน ตีนกะบ่เย็น ไข้ได้จั่งได๊” ศีรษะก็ไม่ร้อนปลายเท้าก็ไม่เย็นเป็นไข้ได้อย่างไร   สวาบ่น “ มันไข้อยู่ในหัวใจ  หัวใจมันหมู่นอั๊บฮับเหมิดแล้ว”   มันเป็นไข้อยู่ที่หัวใจ หัวใจมันแหลกละเอียดมี่มชิ้นดี   หนุ่มตอบทำเสียสั่นเครือ  สาวได้ยินก็ใช้กำปั้นทุบหน้าอกหนุ่มหนึ่งที “นี่สิทุบให้มันหมู๋นตื่มอีกไผมาหักเอิกจั่งเป็นจั่งซี้”  นี่จะทุบซ้ำให้มันแหลกเพิ่มอีก ใครมาหักอกจึงเป็นอย่างนี้   สาวพูดขึ้น “ คนอยู่ใกล้ๆนี่ละ ผ่านไปมากะบ่เคยให้กำลังใจ” คนใกล้ๆนี่แหละเดินผ่านไปมาก็ไม่เคยให้กำลังใจ  สาวน้อยได้ยินก็ส่งสายตาค้อนหนุ่ม “ทะซงคือสิตายแฮงหนอ ฮู้จั่งวี้บ่ขึ้นมาเบิ่งซะแล้วกะดี”  แกล้งทำเหมือนจะตายจริงๆได้ดีนะ  รู้อย่างนี้ไม่ขึ้นมาดูก็ดีแล้ว   พูดแล้วหัวเราะลุกขึ้นเดินลงจากเถียงนาไปหยิบหาบรีบเดินออกจากลานเถียงนาไป   หนุ่มรีบลุกขึ้นเดินตามหลังไปตะโกนว่า “ ไปแล้วบ้อ บ่เป็นห่วงคนไข้ตี้ โอยแน่นหน้าเอิก”  ไปแล้วหรือไม่เป็นห่วงคนไข้หรือไง โอยแน่นหน่าอก   สาวมองกลับมาแล้วพูดอีกว่า “ห่วงหลายอยู่ คั้นกลับไปย้านทุบหมู่นอั๊บฮับหลายกั่วเก่า”   เป็นห่วงอยู่ ถ้ากลับไปอีกเกรงว่าจะอดไม่ไหวทุบให้แหลกมากกว่าเดิม   หนุ่มอมยิ้มเดินลงมายืนมองตามหลังสาวเดินส่ายสะโพกเดินลัดเลาะคันนาไปอย่างคล่องแคล่วไม่เหลียวหลัง คราวหน้าพบกันใหม่ครับ

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “คนฉลาดจะแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเองได้ด้วยการสังเกตข้อผิดพลาดของผู้อื่น” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้ง ท่ามกลางความแห้งแล้งแผ่วงกว้างไปทั่วภาคอีสาน บางแห่งแล้งนักไม่มีน้ำใช้ในการทำนา ต้นข้าวที่หว่านเอาไว้เริ่มแห้งเหี่ยวเฉาทำเอาชาวนาหายใจไม่ทั่วท้อง หากไม่ได้ทำนาก็ไม่ทราบว่าจะมีรายได้จากที่ใด อาศัยแรงงานก็โดนเอาเปรียบ จำต้องทนไปตามยถากรรม   ก็ต่อสู่กันไปตามวิถีของชีวิตของสัตว์โลก   มารู้คำอีสานกันด้วยคำว่า  “ แหลว”

           คำว่า แหลว  เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่เป็นของเหลว  เช่น นำเอาแป้งมาผสมน้ำมากๆก็มีลักษณะเหลวๆ ก็เรียกว่า แหลว   อีกความหมายหนึ่งก็คือ คนที่เมาอย่างหนัก คออ่อนคอพับ  อ่อนปวกเปียกไม่มีเรี่ยวแรง ว่า  เมา แหลวแอะและ ด็ว่า   ส่วนอีกความหมายหนึ่งหมายถึง  เหยี่ยว  ชื่อนกชนิดหนึ่งในจำพวกนกอินทรีย์  มีหลายชนิด เช่น  แหลวแดง แหลวตังบี้  แหลวนกเขา แหลวพานโตน

           รุ่งเช้าหลังฝนตกลงมาเมื่อคืนที่ผ่านมา ตามทุ่งนาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ  น้ำขังตามรอยตีนควายเป็นหย่อมๆ กระทงนาที่เป็นรอยแตกระแหงก็ละลายเข้าหากันทำให้ไม่มีลายแตกตามท้องทุ่ง วัวควายดีใจกรโดดโลดเต้นส่งเสียงแล่นไล่หยอกกันไปทั่วทุ่ง  ต้นหญ้าที่เหี่ยวเฉาดูสดชื่นขึ้นทันตาเม็ดน้ำฝาค้างอยู่บนยอดหญ้าสะท้องกับแสงทองของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าส่องแสงแวววาว  เหล่านกกาบินร้องออกหากินในยามเช้า   หนุ่มน้อยบ้านนาลุกออกมาจากที่นอนบนเถียงน้อย มองไปยังท้องทุ่งอย่างเป็นสุข ใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นท้องทุ่งฉ่ำไปด้วยน้ำแม้จะไม่มากแต่ก็พอมีความหวังจะได้ลงทำนาหว่านไถปักดำในไม่ช้า  ลุกเดินลงไปที่ลานหน้าเถียงนาน้อย พร้อมหยิบเอาแคนคู่ใจมานั่งเป่าผ่อนคลายที่ไมต้องไปรดน้ำแปลงผักที่สวนเพราะฝนตกรดให้แล้ว เริ่มยกมือโอบเต้าแคนปากเป่าเป็นจังหวะลายสุดสะแนนกล่อมทุ่งตามด้วยลายล่องและกาเต้นก้อน

        ส่วนมุมหนึ่งของท้องทุ่งใกล้หมู่บ้านสาวน้อยบ้าทุ่งหลังจากจัดการนึ่งข้าวทำอาหารเสร็จก็รีบนำใส่หาบยกขึ้นบ่ารีบเดินลิ่วสู่ท้องทุ่งด้วยหัวใจผองโตที่มีสายฝนโปรยปรายให้ความชุ่มฉ่ำอันเป็นความหวังที่รอคอยมานาน พอเดินออกมาก็ได้ยินเสียงแคนของหนุ่มน้อยบ้านนาแว่วมาเข้าหูแต่ไกล พอมาถึงเถียงนาน้อยก็เดินเข้าไปใกล้วางหาบลงเดินเข้าไปนั่งใกล้หนุ่มน้อยบ้านนาฟังเสียงแคนอย่างเงียบๆ  เสียงแคนหยุดลง “ เป็นหยังมื้อนี้มาแปกไม่เว้าบ่จามานั่งฟังสื่อๆๆ” ทำไมวันนี้มาแปลกไม่พูดไม่จามานั่งฟังเฉยๆ  หนุ่มเอ่ยขึ้นกับสาว “มื้อนี่ฝนมันตกน้ำฝนพัดเอาควมเว้าไปเหมิด” วันนี้ฝนตกน้ำฝนชะเอาคำพูดไปหมด สาวตอบ “ฝนตกมาถ่งนาเฮากะเย็นเป็นตาอยู่หลายนอ” ฝนตกลงมาทุ่งนาของเราเย็นน่าอยู่มากนะ หนุ่มพูดขึ้น  “นั่น อ้ายกกบักหุ่งอ้ายเป็นหยังจั่งล้มลงจั่งซั้น”  นั่นพี่ชายทำไมต้นมะละกอของพี่จึงล้มลงอย่างนั่นละ สาวพูดพร้อมกับชี้มือที่ต้นมะละกอข้างเถียงนา “ฝนตกดินมันแหลว ฮากมันบ่แหน้นกะเลยล้มลงจั่งซั้นละ”  ฝนตกดินมันเหลวทำให้รากมันยึดไม่แน่นกะเลยล้มดังที่เห็นนั่นและ  หนุ่มตอบ   “ฮากบ่แหน้นกะส่างแต่หัวใจคนให้แห้นกะแล้วกัน” รากไม่แน่นก็ไม่เป็นไรขอให้ใจคนหนักแน่นก็แล้วกัน  สาวพูดขึ้น  “ใจอ้ายนี่แหน้นหนักกว่าหินผา ฮักน้องผู้เดียวนั่นละ”  หัวใจพี่นี้แน่นยิ่งหินผา รักแต่น้องคนเดียวนั่นละ หนุ่มตอบ “ให้มันแน่เถอะนา”  ให้มันแน่เถอะ   สาวตอบพร้อมค้อนสายตาให้หนุ่มก่อนกำมือสองข้างทุบหลังหนุ่มแล้วรีบลุกขึ้นไปหยิบหาบเดินออกจากเถียงนาไป ปล่อยให้หนุ่มมองตามหลังแล้สหยิบแคนขึ้นเป่าต่ออย่างอารมณ์ดี  พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “การทำงานหนักโดยไม่รู้จักกระเหม็ดกระแหม่ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเลย” สวัสดีครับ  พบกันอีกครั้งทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม  ความหน้าของการเมืองก็มีแต่เพิ่มความขัดแย้ง  พวกเราชาวประชาอย่าได้สนใจในความขัดแย้งของการเมืองให้มากนัก ขอให้คำนึงถึงความอยู่การดำรงชีวิตของตนเอง และร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนให้มีความเข้มแข็งไม่มีความขัดแย้งจะดีกว่า   คราวนี้ก็นำคำอีสานมาเช่นเคย มารู้จักคำว่า “แป้แจ้”

           แป้แจ้  เป็นคำที่ใช้บอกลักษณะของสิ่งของที่เล็กและแบนติดอยู่ตามแผ่นกระดาน อาทิ กระดาษแผ่นเล็กติดอยู่บนฝาผนังมองไปเห็นก็จะบอกว่า “ติดเฮ็ดแป้แจ้”  แต่หากเป็นแผ่นที่มีขนาดใหญ่ก็จะว่า “เป้อเจ้อ”

            พลบค่ำย่ำสนธยาเหล่านกกาบินว่อนย้อนกลับรวงรัง  ฟังเสียงแคนลายกาเต้นก้อนก้องกล่อมท้องทุ่ง จากหนุ่มนาบ้านนานั่งเอาหลังพิงราวเถียงนาเป่าผ่อนคลายอารมณ์หลังการทำงานจากสวนผัก  ลมพัดดินแห้งขาวโพลนปลิวว่อนเป็นจังหวะ เสียงนกดุเหว่าร้องดังมาจากราวป่า ฝูงวัวควายถูกต้อนเดินผ่านทุ่งนามุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเสียงกระดิ่ง เสียงเกราะบนคอดังแข่งขันประสานกับเสียงแคนช่างเป็นดนตรีอันวิเศษของไพรพฤกษ์      สาวน้อยบ้านทุ่งหาบฟืนเดินลัดเลาะมาตามคันนา พอมาใกล้เถียงนาน้อยหนุ่มบ้านนาก็เดินเข้าไปวางหาบลงก้าวขึ้นไปนั่งบนตอไม้ข้างเถียงนา มองส่งยิ้มอันแสนหวานให้กับหนุ่มที่กำลังเป่าแคน  หนุ่มมองเห็นละมือลงจากเต้าแคน ลุกเดินถือแคนลงมานั่งเคียงข้างสาวน้อยอย่างสุขใจ “อ้ายมื้อนี้เถี่ยงได้กินข้าวกับหยัง” พี่วันนี้ตอนเที่ยงกินข้าวกับอะไร  สาวถามขึ้น  “กินกับแกงที่รัก แซบแฮงจูบหลายจนปากโป”   กินกับแกงที่รัก(แกงที่รักคือ แกงอ่อมหอยขม) อร่อยมากจูบมากจนปากบวม  หนุ่มตอบ  สาวน้อยค้อนให้หนึ่งทีพร้อมกับพูดว่า “นั่นได้ฮูปไผมาติดข้างฝาเฮ็ดแป้แจ้อยุ่นั่น”  นั่นนะได้ภาพใครมาติดที่ข้างฝาเล็กๆนั่นนะ  “ฮูปผู้สาวละนอ  เห็นงามดีกะเลยเอามาติด”  รูปสาวนะสิ เห็นว่าสวยดีเลยเอามาติดไว้   หนุ่มตอบ  “บ่ย้านข่อยเคียดบ้อเอาสาวมาอยู่นำ” ไม่กลัวว่าน้องจะโกรธหรือเอาสาวมาอยู่ด้วยนะ สาวพูดต่อ “คั้นเคียดกะเอาฮูปใหญ่ๆน้องมาตี๊ละ  สิติดเฮ็ดเป้อเจ้อไว้ข้างฝาเถียงไผมากะสิแหนมเห็นแต่ไกลๆ”   ถ้าน้องโกรธก็เอาภาพน้องขนาดใหญ่ๆมาให้สิ จะติดไว้ข้างฝาหราใครๆมาก็จะมองเห็นตั้งแต่ไกล หนุ่มตอบสาว   สาวน้อยใช้มือทุบหลังหนุ่มเบาๆหนึ่งตุ๊บ หนุ่มอุทานออกมาอย่างตกใจ   สาวลุกขึ้นเดินหนีไปหยิบหาบรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในหมู่บ้าน  ปล่อยหนุ่มนั่งเป่าแคนลายสาวยิกแม่ไล่หลังสาวไปจนถึงหมู่บ้านด้วยใจเป็นสุข พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ผู้ที่มีสติปัญญาดีแต่หากเกียจคร้านก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต”  สวัสดีครับพบกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เป็นช่วงที่ชาวนาจะได้ลงทำนากันแล้วแต่ฝนฟ้าปีนี้ยังไม่ตกลงมาเลย ทำให้ท้องทุ่งแดนอีสานมองไปเห็นแต่ดินแห้งขาวโพลนไปหมด ต้นข้าวที่หว่านเอาไม้ก็เหลืองแห้งกรอบไปบ้างบางส่วน เกษตรกรก็นั่งถอนหายใจกัน ด้านการเมืองก็มีกระแสอยู่ไม่หยุดเล่าลือกันวาจะมีการวมตัวประท้วงของกลุ่มต่างๆ ก็ว่ากันไปแต่ขอให้ชาวอีสานอย่าลืมสิ่งที่ดีงามที่บรรพบุรุษพ่อแม่ของเราเคยประพฤติปฏิบัติกันมาก็แล้วกัน ให้จับกันแน่นเหมือนก้อนข้าวเหนียวแล้วพวกเราชาวอีสานจะอยู่กันอย่างเป็นสุข    มาพบกันคาวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากเหมือนเคยกับคำว่า  “เติ่นเติ่น”

        คำว่า เติ่นเติ่น”  เป็นคำที่บอกลักษณะอาการของการเกินขอบเขต ,เกินพอดี , เกินสิ่งที่ควรจะเป็น.เกินที่จะเป็น  อาทิ  ฝนไม่ตกดินในท้องทุ่งแห้งแล้งไม่มีน้ำเลย ก็บอกว่า ฝนบ่ตกดินแห้งเติ่นเติ่น  หรือคนที่สนุกสนานขอบหัวเราะเสียงดังโดยที่ไม่ได้เกรงใจใครว่าจะรำคาญ ก็บอกว่า “หัวเติ่นเติ่น หรือหัวเตอะหัวเติ่น” ก็ว่า

         แสงแดดยามเช้าส่องลอดแมกไม้ลงสู่ท้องทุ่ง เส้นขอบฟ้าทาทาบด้วยสีแดงระเรื่อ แสงสีทองจ้องจับปรากฏขึ้นเรื่อยๆตามวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์จากแสงสีแดงค่อยๆกลายเป็นแสงสีทองและแสงจัดจนร้อน เหล่าวัวควายถูกต้อนลงสู่ท้องทุ่ง บ้างส่งเสียงร้อง วัวควายตัวเล็กเดินละวิ่งตามแม่ขึ้นลงคันนา  เสียงรัวพิณของหนุ่มน้อยบ้านนาแว่วมาอย่างกระชั้นกล่อมทุ่งยามเช้ายันสาย  สาวน้อยบ้านทุ่งหาบกล่องข้าวและกับข้าวลงนา ผ่านมาได้ยินเสียงพิณของหนุ่มน้อยบ้านนาก็อมยิ้มคิดหาเรื่องจะแกล้งหนุ่มคนรัก พอเดินเข้ามาใกล้เถียงนาน้อยก็วางหาบหาบลงค่อยย่องเดินเข้าไปใกล้ๆที่หนุ่มน้อยนั่งบนขอนไม้ดีดพิณอยู่อย่างเป็นสุข   สาวน้อยบ้านทุ่งหยิบได้ก้อนดินปาไปยังพุ่มไม้ข้างๆเสียงตุ๊บ พร้อมกันตนหมอบนิ่งเงียบ  เสียงพิณสะดุดลงหนุ่มเหลียวหารอบๆตัว  ปากพูดขึ้นว่า “ผีสังมาหลอกแต่เช้าแท้มื้อนี่”  ผีทำไมมาหลอกตั้งแต่เช้าเลยวันนี้   พูดจบยกมือขึ้นมากรีดสายพิณต่อ  ตุ๊บ  ครั้งที่สอง  หนุ่มมองไปพร้อมพูดว่า “ผีโตนี้คือสิฮ้ายแฮงแดดออกยังหลอกได้เถิงสองเถื่อ”  ผีตนนี้คงเฮี้ยนหนักกล้าหลอกได้ขณะแดดออกถึงสองครั้ง   สาวน้อยที่หลบอยู่กลั้นหัวเราะไม่อยู่พูดออกไปพร้อมหัวเราะว่า “คนนั่นหละฮ้ายกั่วผี  หลอกเถิงสองเถื่อกะยังบ่ย้าน” คนนั่นแพละร้ายกว่าผีหลอกถึงองครั้งก็ยังไม่กลัว  “บ่ย้านดอกผีสาวงาม” หนุ่มตอบ ไม่กลัวหรอกผีสาวสวย  สาวน้อยส่งสายค้อนเดินไปนั่งเคียงข้างหนุ่ม พูดขึ้นว่า “อ้ายๆปีนี้สิได้กินข้าวอยู่บอแหนบไปทางได๋น้ำท่ากะบ่มีฝนกะบ่ตกทุ่งนาแห้งเติ่นเติ่น”   พี่ปีนี้จะกินข้าวไหมนี่ มองไปทางไหนน้ำก็ไม่มีฝนก็ไม่ตกทุ่งนาแห้งไปหมดเกินที่จะเป็น  “แห้งปานโกะส่างเถาะขอแต่ผู้สาวข่อยบ่หนีแล้งเข้ากรุงกะพอแล้ว” หนุ่มตอบ   แห้งแล้งก็ช่างเถอะขอแต่สาวคนรักของพี่ไม่หนีไปเมืองกรุงก็ดีแล้ว   ข่อยบ่อยู่เดอทุกข์จนกัดก้อนเกือกินนะ”  น้องไม่อยู่ด้วยนะหากจะลำบากยากจนจนกัดก้อนเกลือกินนะ สาวตอบ  “กะสิบ่พาทุกข์ปานนั้นดอก” ก็จะไม่พาลำบากถึงขนาดนั้นหรอก หนุ่มตอบ “อยู่ไปตีไผสิอยู่นำเผิ่น”  อยู่ไปสิใครจะอยู่ด้วย สาวพูดพร้อมลุกขึ้นเดินไปหาบเอาสัมภาระแล้วเดินออกไปในทันที ปล่อยหนุ่มอมยิ้มเรียกตามหลังแต่สาวแกล้งทำเป็นไม่หัน หนุ่มหยิบิฯขึ้นดีดไล่หลังสาวน้อยไปอย่างกระชั้น พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “ความเกียจคร้านกับความยากจนเป็นมิตรสนิทกัน” สวัสดีครับ พบกันอีกในสัปดาห์นี้ ความวุ่นวายด้านการเมืองก็ยังไม่จบสิ้น มีเรื่องมีราวกันเรื่อยๆ แม้แต่ผู้ต้องหาก็ยังจะมาสมัครเป็นตัวแทนของปวงชนทั้งประเทศ ก็ไม่ทราบว่าความเหมาะสมในด้านจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรมนั้นยึดอะไรกัน ยึดเอาหลักนิธิธรรมจนลืมคำนึงถึงหลักคุณธรรมจริยธรรมของสังคมไปหมดกัน จนเกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม  ซึ่งก็มาจากความเห็นแก่ตัวของคนในสังคมนั่นแหละที่ทำให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้  ก็ไม่ทราบว่าเมื่อใดจะจบสิ้นกันซะที..เฮอ.   คราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากคำว่า  “ เจงเลง”

        คำว่า “เจงเลง”  เป็นคำบอกลักษณะของน้ำแกงที่มีมากจนมองดูใสมีรสจาง จืด ไม่มีความอร่อย แกงหม้อหนึ่งมีน้ำมากมีเนื้อหรือผักเพียงชิ้นสองชิ้น  แกงบ่แซบเฮ็ดเจงเลง หรือ เจ่วเหล่ว  หรือ โจงเลง กะว่า

         แสงแดดยามเช้าสอดลอดผ่านทิวไม้ ท้องฟ้ารอบๆดวงอาทิตย์ก้อนเมฆเป็นสีทองกระจายไปทั่วท้องฟ้าฟากฝั่งทิศตะวันออก น้ำค้างบนยอดหญ้ากระทบแสงแวววับระยิบระยับ  จิ้งหรีดกรีดเสียงร้องตามคันนา กระดิ่งบนคอควายดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีด  หนุ่มน้อยบ้านนานั่งพักอยู่บนขอนไม้ใต้ต้นทองกวาวข้างกระท่อมนา พักเหนื่อยหลังจากยกแปลงปลูกผักที่ผืนนาเหม่อมองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยสู่ท้องฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ สาวน้อยบ้านทุ่งนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อสีดำแขนกระบอก บ่นบ่าหาบกระติบข้าว และตะกร้าอาหารเดินลัดทุ่งมุ่งสู่ที่นาตน พอมาวันนี้แปลกใจไม่ได้ยินเสียงพิณหรือแคนแม้แต่โหวดของหนุ่มคนรัก ใจครุ่นคิดว่าหนุ่มเป็นอะไรไป ทำให้เกิดความวิตกกังวลเท้ารีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น พอเข้าไปใกล้เห็นหนุ่มนั่งเหม่อเอาหลังพิงตนทองกวาวอยู่ก็สบายใจขึ้น จึงค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ “จ๊ะเอ๋...อ้ายใจลอยไปฮอดไสแล้ว”  จ๊ะเอ๋...พี่ชายใจลอยไปถึงไหนแล้ว  สาวเอ่ยขึ้น  หนุ่มน้อยตกใจหันมาเห็นตอบว่า “ไปฮอดไกลแล้ว  กำลังคึดหว่ายามได๋สิได้กินกับข้าวแซบๆฝีมือภรรยาสวยๆในอนาคตจักเถื่อ”   คิดไปไกลแล้ว  กำลังคิดว่าเมื่อจะได้ทานกับข้าวที่อร่ยๆซึ่งเป็นฝีมือของภรรยาคนสวยในอนาคตสักที   “หาได้ละบ๋อผู้สาวที่เฮ็ดกับแซบๆนั่น”  หาได้หรือยังละสาวที่ทำกับข้าสอร่อยนั่นนะ สาวพูดขึ้น   “กะผู้อยู่ใกล้ๆนี่เด ฮือบ่แหม่นวันบ๋อ”  ก็คนที่อยู่ใกล้นี่ไงหรือว่าไม่ใช่ใช่ไหม. “น้องเฮ็ดกับข้าวบ่แซบเดอ ไผกินกะว่าแต่เจงเลง”  น้องทำกับข้าวไม่อร่อยนะใครกินก็บอกว่าจืดไม่รสชาติ” สาวน้อยบอก “ กะส่างผู้อื่นหว่าแต่อ้ายสิหว่าแซบ”  ช่างปะไรคนอื่นเขาแต่พี่จะบอกว่าอร่อย สาวน้อยมองดูค้อนเจ้าหนุ่มพร้อมกับเอามือจับคางเบาๆและรีบเดินออกจากกระท่อมนาไป  หนุ่มได้แต่มองตามหลังสาวที่เดินยักย้ายส่ายตะโพกไปตามคันนา   คราวหน้าพบกันใหม่ครับ. 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

              “เดินกลับเสียดีกว่า จะเดินทางไปในทางผิด” สวัสดีครับผมกันอีกครั้งสัปดาห์นี้ ทุกอย่างในบ้านเมืองก็ยังอึมครึมอยู่  หลังมีการยุติการชุมนุมก็มากลุ้มเรื่องแผนปรองดองของคนในชาติ จะปรองดองกันได้อย่างไรในเมื่อต่างฝ่ายต่างพูดและมองประโยชน์เข้าข้างตนเอง ไม่มีการปล่อยวางกันซะมั่ง  หยุดคิดสักนิดว่าต่างคนต่างนำจุดบกพร่องจุดไม่มีมาโจมตีกันแล้วบ้านเมืองคนส่วนรวมได้อะไร  ถ้าทุกคนทุกฝ่ายหยุดคิดตรึกตรองด้วยเหตุคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมกันปรองดองจึงจะเกิดขึ้น และหันมาสนใจปากท้องของคนในชาติที่มีความยากจนด้อยโอกาสมานาน ไม่เคยมีอำนาจต่อรองอะไรแล้วก็เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ ให้การศึกษา ให้การสาธารณสุข ให้โอกาส กับพวกเขาบ้างจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เห็นแล้วเศร้าไร้วี่แวว   นั่นก็บ่นกันไป มารู้คำใหม่ของอีสานอีกคำดีกว่า คำว่า “เติ่งเคิ่ง”

              คำว่า “เติ่งเคิ่ง” เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ทำยังไม่แล้วเสร็จ ทำคั่งค้างเอาไว้  ความหมายก็คือ ค้างเติ่ง อาทิ กระด้งที่สานยังไม่เสร็จนำไปค้างไว้บนขื่อของบ้าน ก็จะบอกว่า สานกะบ่แล้วค้างเฮ๊ดเติ่งเคิ่ง หรือเรือที่จอดเอาไว้ในท่าน้ำพอน้ำแห้งลงเรือก็จะค้างอยู่ก็ว่า เฮือค้างโคกเฮ็ดเติ่งเคิ่ง หรือเติ่งเหยิ่ง ก็ว่า

               พลบค่ำแดดอ่อนแสง สาดส่องลับทิวไม้ ฝูงนกบินว่อนกลับรวงรังส่งเสียงเจียวจ๊าวก้องทั่วท้องทุ่ง จิ้งหรีดกรีดเสียงร้องอยู่ตามคันนา ควายทุยที่ผูกอยู่ข้างเถียงนาน้อยนอนเคี้ยวเอื้อง หนุ่มน้อยบ้านนานั่งบนขอนไม้วางข้างกองฟางใต้ร่มมะพร้าว บนบ่าสะพายสายพิณ ตัวพิณแนบกับลำตัวมือกรีดสายพิณเป็นจังหวะขึ้นลงอย่างชำนาญ ส่วนมืออีกข้างใช้นิ้วบีบนับขึ้นลงไล่ไปตามจังหวะบนสายแต่ละเส้นเป็นจังหวะ เสียงพิณดังกล่อมท้องทุ่งที่เร้าใจ สร้างความเพลิดเพลินหักับผู้คนที่เดินออกมาท้องทุ่งในยามเย็นเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ของคนบ้านทุ่ง   สาวน้อยบ้านทุ่งก็เป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องเดินผ่านท้องทุ่งถิ่นนี้เพื่อกลับบ้านเหมือนนกกากลับรวงรัง พอเดินเข้ามาใกล้ได้เห็นหนุ่มมีความสุขในการดีดพิณแล้วชอบในเสียงพิณซึ่งเป็นดนตรีอยู่คู่กับถิ่นเกิดตน จึงเดินไปนั่งเคียงข้างฟังอย่างเป็นสุข  ตาสอดส่ายมองไปรอบๆบริเวณกระท่อมสายตาไปสะดุดเข้ากับสิ่งจักสานอย่างหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จก็พูดว่า “อ้าย ไผสานอีหยัง เฮ็ดกะบ่แล้วค้างเติ่งเคิ่งอยู่นั่นนะ” พี่ชายใครสานอะไรทำก็ไม่เสร็จค้างเติ่งอยู่ตรงนั่นนะ  “อ้ายนี่ล่ะ  มักสาวอยากได้เมียเลยหัดสานก่องข้าว จักตอกมาสานได้ก้นมัน บ่ฮู้ว่าสิสานไปจั่งได๋เลยถิ้มเอาไว้เติ่งเคิ่งจั่งซั้นละ”   พี่นี่แหละ รักสาวอยากแต่งงานก็เลยฝึกสานกล่องข้าว จักตอกนำมาสานได้เพียงก้นไม่รู้จะทำอย่างไรด่อไปก็เลยวางค้างเติ่งอย่างนั่นแหละ  หนุ่มบอก “ปานนั่นหว่าแต่เจ้าของคัก คันแหม่นสานก่องข้าวบ่แล้วบ่มีสิได้เมียตี๋หนอ”  นั้นแหละคิดว่าแต่ตนเองเก่ง  ถ้าสานกล่องข้าวไม่เสร็จคงหาเมียไม่ได้ละสิ

สาวน้อยบ้านทุ่งบอก “ผู้สาวกะสิใจดำแท้บ๊อ บ่ฮักจักหน่อยเลยบ๋อ” สาวก็จะใจดำขนาดนั้นเชียวหรือ ไม่รักสักหน่อยหรือไง หนุ่มพูด  “บ่ฮู้ล่ะ” ไม่รู้ด้วยล่ะ   สาวน้อยตอบกระแทกเสียง ว่าแล้วสาวน้อยบ้านทุ่งก็ออกเดินจากลานเถียงนาน้อยไปอย่างไม่เหลียวหลัง ปล่อยหนุ่มนานั่งดีดพิณกล่อมทุ่งอยู่คนเดียว  พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

            “จงต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่” สวัสดีครับ พบอีกครั้งช่วงบรรยากาศทั่วไปร้อนอบอ้าวทั้งอากาศและกระแสการเมือง ซึ่งหากสังเกต การวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาที่จะนำไปสู่ความสงบสุขในเรื่องการเมืองไม่ค่อยจะมี เท่าที่เห็นก็มีแต่พยายามหาจุดบกพร่องของแต่ละฝ่ายมาแต่แผ่เพื่อจะสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองให้ตนเองได้เป็นต่อทางด้านการเมืองโดยไม่ได้คิดถึงคนอื่นในสังคมกันเลย  แล้วจะได้ความชอบธรรมความสงบสุขให้คนในสังคมได้อย่างไร  ก็ว่ากันไปหากไม่มียอมใครก็จะพบจุดแตกหักเหลือแต่ซากของความเจ็บปวดของความขัดแย้งร่ำไป   พบกันคราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากคำว่า “เตื้องต่อ”

                คำว่า “เตื้องต่อ”   จะใช้กับลักษณะของความคาดหวังกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะมาช่วยเหลือให้สภาวะดีขึ้น   ความหมาย คือ มุ่งหวัง,  คาดหวัง,  ตั้งใจ, เอาใจจดจ่อ,หวังจะเพิ่งพิง,คิดมุ่งหวังไว้  อย่างว่า เตื้องต่อข้าวในนาผัดสังมาแล้ง     คาดหวังว่าจะได้ข้าวในนากลับมาแล้ง

               หนุ่มน้อยบ้านนายืนจังก้ามองท้องฟ้ายามสายท่ามกลางแสงแดดจ้า กลางทุ่งนาที่แห้งผาก ดินขาวโพลนไปทั่วบริเวณ ก้อนเมฆลอยข้ามหัวผ่านไปก้อนแล้วก้อนเล่า  ในมือถือเชือกควายค่อยๆดึงเดินไปผูกที่ตอไม้ใต้ร่มไม้ที่พอมีต้นหญ้าขึ้นเขียวพอจะเป็นอาหารของควายตู้คู่ทุกข์คู่ยาก  หลังผูกเชือกควายเสร็จเดินไปที่กระท่อมนาหยิบโหวดมาเป่าเป็นจังหวังหวะล่องลอยไปพร้อมกับกระแสลมที่พัดเอาฝุ่นดินสีขาวปลิวไปกับความแห้งแล้ง เหม่อมองท้องฟ้าอย่างสิ้นหวัง

สาวน้อยบ้านทุ่งเดินหาบหาบกล่องข้าว ตะกร้ากับข้าวเดินฝ่าลมร้อนมา มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก มุ่งสู่ที่นามาเดินเข้ามาใกล้ได้ยืนเสียงโหวดของหนุ่มนาแว่วมาเข้าหู ชัดขึ้นเรื่อยๆตามจังหวะของการเดินที่ใกล้เข้าไปทุกที  พอเข้าใกล้หนุ่มนานั่งเป้าโหวดอยู่ข้างกระท่อมเหม่อมองดูท้องฟ้า “อ้าย บ่ฮ้อนตีจั่งมานั่งเป่าโหวดเฉยอยู่แท้”  พี่ชายไม่ร้อนหรือไงจึงมานั่งเป่าโหวดอยู่ได้  หนุ่มน้อยบ้านนาลดมือที่จับโหวดลงเสียงโหวดหยุดลงทันที “ฮ้อนอยู่ ฮ้อนกายบ่ถ่อได๋ดอกแต่ฮ้อนใจตี๊มันอดสีบ่ได้ อกสิแตกตายแล้ว”  ร้อนกายนั้นไม่เท่าไรหรอก ตีร้อนใจสิมันอดไม่ได้ อกจะแตกตายอยู่แล้ว  หนุ่มน้อยบ้านาพูด   “อ้ายฮ้อนใจอีหยัง จั่งสิฮ้ายแฮงปานนั่น”  พี่ร้อนใจอะไรถึงจะร้ายแรงถึงขนาดนั้น   สาวน้อยบ้านทุ่งเอ่ยออกไป “ ฮ้อนใจอยากได้เงินแต่งสาว  เตื้องต่อว่าสิเฮ็ดนาเอาข้าวขายเป็นค่าดองปีนี้ ผัดสังมาแล้งมีแต่ลมพัดหวี่หวี่”  ร้อนใจอยากได้เงินแต่งสาว  คาดหวังว่าปีนี้จะทำนาเอาข้าวขายเป็นสินสอดแต่กลับมาแล้งมีแต่ลมพัดผ่านไปไม่มีฝน  สาวน้อยบ้านทุ่งได้ฟังมองค้อนหนุ่ม “ถ่อนั่นบ๋หว่าเรื่องใหญ่โตอีหยัง” เท่านั่นหรือนึกว่าเรื่องใหญ่โตอะไร  พร้อมกับยกหาบกล่องข้าวเดินออกจากกระท่อมไป   ปล่อยให้หนุ่มนานั่งมองท้องฟ้าหยิบโหวดขึ้นเป่าไล่หลังสาวที่เดินไกลออกไป  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “อย่าไล่ไขว่คว้าสิ่งที่มีแต่เงา  แล้วปล่อยให้สิ่งที่เป็นจริงหลุดลอยไป”  สวัสดีครับ พบกันหลังสถานการณ์คนในชาติจากดินดินแดนอีสานบางส่วนละถิ่นฐานบ้านเกิดหอบหิ้วกระสอบข้าวเหนียวและกระปุกปลาร้าเข้ากรุงเรียกร้องรัฐบาลยุบสภาจนเกิดเหตุการณ์มีการเผาบ้านเผาเมืองกันเกิดขึ้นด้วยการปลุกเร้าอารมณ์เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติ กระทบถึงคนอีสานอีกเหมือนเดิมลูกหลานที่ทำในห้างที่ถูกเผาพลอยเดือดร้อนถูกเลิกจ้างงาน ก็ค่อยๆแก้กันไปทุกอย่างจะดีได้ต้องคิดทำด้วยเหตุด้วยผลอย่าใช้อารมณ์หรือตามกระแส

            พบกันคราวนี้ก็นำคำอีสานมาบอกเล่ากันเหมือนเดิมด้วยคำว่า “หม้ม”

           

             หม้ม   หมายความว่า หลุด  พ้น   พ้นไป  หลุดลอด   เล็ดลอดไป  ผ่านไปได้   ผ่านพ้นไป หนีพ้น

             ตอนสายในท้องทุ่งนา มีกระท่อมนาเป็นฉากหลังล้อมรอบด้วยกองฟาง  เหล่านกกาบินส่งเสียงร้องออกจากรวมรังหวังหากินให้อิ่มท้อง เสียงร้องของจิ้งหรีดที่อาศัยอยู่ตามซอกค้นหาดังเป็นระยะ แข่งกับเสียงพิณที่หนุ่มน้อยบ้านนานั่งพิงเสาเถียงนาดีดอย่างบรรจงคลายอารมณ์หลังทำงานเสร็จอย่างเป็นสุข  สาวน้อยบ้านทุ่งก็เดินหาบกับข้าวออกทุ้งนาเช่นเดิม พอมาถึงก็แวะพักที่กระท่อมนาหนุ่มบ้านนาเช่นเดิม พอมาถึงก็วางหาบนั่งเคียงข้างพังเสียงพิณ ถามว่า “อ้ายมื้อนี้ได้หยังกินกับข้าว”   พี่วันนี้ได้อะไรกับข้าว   “มื้อวานได้กบมาสองตัว หลามเผาเอาไว้กินนำกันบ่ละ”   วันก่อนจับกบมาได้สองตัวนำมาทำหลามใส่กระบอกไม้ไผ่เผาเอาไว้ กินด้วยกันไหมล่ะ  “บ่กินดอกย้านอ้ายกินบ่อิ่ม”  ไม่กินหรอกกลัวพี่กินไม่อิ่ม  “อ้ายไสละวัวตัวหนึ่งหายไปไสคือบ่เห็นบ่แหม่นมันเสียเข้าป่าไปไกลละบ๋”  พี่ไหนวัวตัวหนึ่งหายไปไหนทำไมไม่เห็นไม่ใช่มันหายเข้าป่าไปไกลแล้วหรือ สาวน้อยพูด “ไปโลดฟ้าคลุมหัวมันอยู่ไปไสบ่หม้มดอก”  ให้มันไปเลยฟ้าคลุมหัวอยู่มันหนีไปไหนไม่พ้นหรอก หนุ่มตอบ  “หม้มแต่อ้ายนั่นละหนอ บอกให้ไปขอมื้อได๋กะเว้าไปเรื่องอื่น”  หนีพ้นแต่พี่นั่นละนะ บอกให้ไปสู่ขอทีไรก็เฉไฉไปเรื่องอื่นเรื่อย  พูดแล้วสาวน้อยบ้านทุ่งค้อนก่อนเดินไปฉวยหาบขึ้นเดินหนีจากไป ปล่อยให้หนุ่มน้อยบ้านามองตามหลัง  คราวหน้าพบกันใหมาครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

                “สามสิ่งที่ไม่หวนกลับ คือ เวลา โอกาส และคำพูด”  สวัสดีครับ พบกันคราวนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็ลดอุณหภูมิลงไปมาก แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองเป็นอย่างมาก สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นกับสังคมไทย มีการตระเวนเผาทรัพย์สินซึ่งเป็นผลมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนในชาติไปหลายแห่งโดยเฉพาะมันไม่น่าจะเกิดขึ้นในภาคอีสานของพวกเราที่คนอีสานเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติมีความเอื้ออาทรต่อกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้เกิดผลดีกับพวกเราชาวอีสานเลย พวกเราชาวอีสานกลายเป็นเหยื่อตกเป็นเครื่องมือของการเมืองอีกแล้วอย่างไม่มีวันจบสิ้น ก้อิยากให้คนอีสานได้คิดทบทวนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วนำมาวิเคราะห์แก้ไขกัน

                พบกันคราวนี้ก็ได้นำคำอีสานมาฝากเช่นเคยด้วยคำว่า “อืดสืด”

                คำว่า “อืดสืด” เป็นคำที่บอกลักษณะของคนที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพุ้ย มอมแมม  อ้วนๆเตี้ยๆมะขามข้อเดียวรูปร่างไม่สมส่วน สกปรกมอมแมม

                ตอนเช้าหลังฝนตกเมื่อคืนที่ผ่านมา ท้องทุ่งนาเปียกชุ่ม ต้นหญ้ามองดูเขียวสดชื้นขึ้น ตั๊กแตนตัวเล็กจับที่ยอดหญ้าขยายปีกแข่งกับแสงแดดอ่อนๆที่ทอแสงมากระทบกับยอดหญ้า ลมยามเช้าพัดมาเอื่อยๆเป็นระยะ  หนุ่มน้อยบ้านนาใช้ขาพาดขอนไม้ที่วางอยู่ติดกับก้อนหินที่วางอยู่ข้างกระท่อมนา เป่าแคนมือโอบที่เต้าแคนโยกย้ายไปมาตามจังหวะของการเป่าลมสู่เต้าของแคน ส่งเสียงก้องไปทั่วทุ่งในลายกาเต้นก้อน เสียขึ้นลงเป็นจังหวะ สาวน้อยบ้านทุ่งนุ่งผ้าถุงเสื้อแขนกระบอกสีดำ บ่นบ่าหาบสัมภาระใส่อาหารการกินมุ่งสู่ท้องทุ่ง พอเดินมาใกล้เถียงนาน้อยของหนุ่มบ้านนาก็ได้ยินเสียงแคนแว่วมาแต่ไกล พอเข้าไปใกล้ก็เห็นหนุ่มนั่งเป่าแคนอยู่อย่างเป็นสุข จึงคิดหาวิธีแกล้งเจ้าหนุ่ม  วางหาบลงไว้ข้างพุ่มไม้แล้วเดินย่องเข้าไปใกล้ๆหยิบก้อนดินปาไปให้ตกใกล้ๆกับเจ้าหนุ่ม เสียงแคนหยุดลงทันทีหนุ่มมองหาตามเสียงไม่เห็นอะไร หันกลับไปหยิบแคนขึ้นเป่าอีกครั้ง ตุบเสียงใกล้ตัวมากขึ้นจนสะดุ้ง หนุ่มสะดุ้งอีกครั้ง สาวน้อยบ้านทุ่งหัวเราะเสียงใส หนุ่มยิ้ม”โอ้ย.. ตกใจเหมิดว่าแต่เสียงอีหยังตี”  โธ่... ตกใจหมดเลยนึกว่าเสียงอะไร   “หม่วนแฮงแท้หนอนั่งก้อนหินเป่าแคนนั่น” สนุกมากนะนั่งบนก้อนหินเป่าแคนนะ  สาวน้อยบ้านทุ่งพูด  “เจ้าจื่อได้บ่  เดือนก่อนที่ไปเล่นสงกรานต์ในเมือง ไปดูหมอลำเห็นนักเต้นออกมาเต้นมีแต่ผู่งามๆ”   จำได้ไหม เมื่อเดือนก่อนที่เราไปเทมี่ยวสงกรานต์ในเมือง หมอลำมีนักเต้นมีแต่คนสวยๆ สาวน้อยบ้านทุ่งพูดขึ้น   “งามอยู่ไสหนอ เบิ่งผู่ได๋กะอ้วนๆเตี้ยเฮ็ดอืดสืดอยู่  ผู้สาวข้อยยังงามกั่ว”  สวยอะไรดูใครก็มีแต่รูปร่างอ้วนๆเตี้ยๆไม่เข้าท่าเลย สาวคนรักของพี่ยังสวยกว่า”  หนุ่มพูดขึ้น   สาวน้อยบ้านทุ่งใช้กำปั้นทุบหลังหนุ่มหนึ่งทพร้อมค้อนอีกหลายกระบุงพูดว่า”แหม่นอีหลีนั่นละ” แล้วเดินไปหยิบหาบท่าวางไว้เดินจากไป  ปล่อยให้หนุ่มอมยิ้มอยู่คนเดียว.

เว้าอีสานสปดาห์ละควม

       “เช้าที่มีหมอกมัวมิใช่สัญญาณบ่งบอกวันที่มืดมัว”  สวัสดีครับ พบกันอีกแล้วเหตุการณ์บ้านเมือง

ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มีการขว้างปาวัตถุนานาชนิดเข้าใส่กันระหว่างผู้ที่มีความเห็นไม่ลงลอยกัน จนถึงขั้นขว้าง

ระเบิดเข้าใส่กันโดยไม่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดความเจ็บตายของคนในชาติพี่น้องร่วมชาติต้องมาล้มตายเพราะความเห็นแตกต่างกัน  ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่แต่ปากบอกว่าทำเพื่อประชาธิปไตย มันถูกแล้วหรือยัง ผู้เขียนคนหนึ่งละขอ

ประนามว่า คนที่ทำเลวและสิ้นคิดจริงๆ คำนึงถึงแต่ตนเองเอาฝูงชนเป็นโล่ห์รักษาผลประโยชน์ตนนับว่าเป็นการทำลาย

ประชาธิปไตยสิ้น ถือว่าเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานปากเรียกร้องโหยหาอ้างว่าต้องการประชาธิปไตยที่จิตใจแอบแฝง

กระทำในทางใฝ่เผด็จทรราชย์ วังเวงสิ้นดีสังคมไทยวันนี้

        พบกันคราวนี้ก็นำเรื่องเล่ากล่าวถึงคำอีสานเข่นเคย  ก็นำเอาคำว่า “ตูบซูบ” มาฝากัน

  ตูบซูบ  เป็นคำที่บอกลักษณะการเหี่ยว ซูบซีด แต่ไม่ถึงกับแห้ง  หมายถึง เหี่ยว, ซูบซีด,เฉา   ใบไม้ที่เหี่ยวแต่ถึงกับแห้ง เรียกว่า เหี่ยวตูบซูบ  อาทิ  ต้นไม้ที่ขุดหรือย้ายมาปลูกใหม่ๆขาดน้ำยอดใบจะเหี่ยวห้อยอ่อนลงหรือเนื้อหนังของคน

ที่เหี่ยวผอมลงก็เรียกว่า เหี่ยวตูบซูบเช่นกัน

         แดดร้อนเปรี้ยงเที่งวันของวันหนึ่งที่ท้องทุ่งนา ที่ไกลลิบมองเห็นกระท่อมนาหลังเล็กตั้งอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง เปลวแดดยามเที่ยงวันช่างร้อนเหลือจนจนมองไปเห็นประกายแสงของเปลวแดดลอยขึ้นจากผิวดิน  หนุ่มน้อยบ้านนา

นั่งเอาหลังพิงตนเสา ปากเป่าแคนฝ่าเปลวแดด  วัวควายหลบเข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้บ้างก็นอนบ้างก็ยืนเคี้ยวเอื้อง  สาวน้อยบ้านทุ่งเดินเข้ามาที่ร่มชายคากระท่อมนาอย่างเงียบกริบ “อ้ายๆเป่าแคนลายสาวน้อยยิกแม่ให้ฟังแหน่” พี่ๆเป่าแคนลายสาวน้อยยิกแม่ให้ฟังหน่อย  สาวบอกหนุ่ม “สาวน้อยบ้านได๊นอจั่งสิยิกแม่ไวเอ่าแท้ เพิ่นมักบ่าวแฮงตี้นอ”  สาวน้อยบ้านไหนหนอจึงสะกิดแม่เร็วแท้   ดูท่าจะรักหนุ่มมากสินะ   สาวน้อยฟังแล้วเดินหลบไปข้างเถียงเห็นต้นดอกไม้

ที่หนุ่มปลูกเอาไว้เหี่ยวเฉา “อ้ายๆต้นดอกไม้อ้ายเป็นหยังจั่งเหี่ยวเฮ็ดตูลซูบจั่งซี้” พี่ๆต้นอดอกไม้ของพี่ทำไมเหี่ยวเฉาแบบนี้ หนุ่มได้ฟังก็บอกไปว่า “ต้นดอกไม้มันน้อยใจ บมีคู่อยู่ต้นเดียวมันเลยเหี่ยว” ต้นไม้มันอยู่ไม่มีคู่เลยน้อยใจซูบซีดลง “ทำถ่าหลาย ขี้คร้านบ่ฮดน้ำมันกะหว่าแหน่  ต้นไม้มัน่แหม่นคนมันบ่น้อยใจดอก”  อย่าพูดเลย  ขี้เกียจรดน้ำมันละสิ  ต้นไม้มันไม่ใช่คนมันร็จักน้อยใจหรอก ว่าแล้วก็ค้อนหนุ่มสองทีแล้วเดินหลบหนีออกไปจากเถียงนาน้อย ปล่อยให้หนุ่มนั่งมองตามหลังก่อนยกแคนขึ้นมาเป่าลายสาวน้อยยิกแม่ไล่หลังสาวน้อยไป คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

                “ผู้ที่ไม่หวังจะชนะ  ย่อมพ่ายแพ้ไปแล้ว” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้ง  เหตุการณ์บ้านเมืองก็ยังไร้วี่แววว่าจะลงเอย เกิดสงครามสื่อสารกันต่างก็พยายามที่จะแย่งพื้นที่ข่าวกัน หวังแต่จะชนะ หาได้ฉุกคิดว่าชนะแล้วมันได้อะไรจากสงคราม ไม่ว่าฝ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะก็มีเหมือนกันก็คือกองของซากศพเหล่าทหารกล้า  ต่างแต่ว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น แล้วชีวิตของคนหนึ่งคนมีค่าเท่าเทียมกันเป็นธรรมแล้วหรือยังที่จะมาตายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนคนเดียวหรือของคนเพียงกลุ่มหรือก๊กเดียวที่แบ่งกันเป็นสองกลุ่มแล้วแย่งอำนาจกันนำประชาชนมาเป็นเหยื่อสังเวยชีวิตอย่างไร้ค่า คนที่ได้ประโยชน์เสวยสุขไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ลองคิดกันดูนะครับ

                คราวนี้ก็นำคำอีสานมานำเสนอเช่นเดิม  คำว่า “โจ้โก้”

                โจ้โก้  เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่มากองรวมกันจำนวนมากและสูง  หรือเรียกลักษณะสิ่งของที่สูงขึ้น เรียกว่า สูงโจ้โก้  อาทิ หน้าอกผู้หญิงที่มีลักษณะใหญ่อวบอูบก ก็จะบอกว่า “หน้าเอิกใหญ่เฮ็ดโจ้โก้”

                ยามเย็นแงแดดอ่อนๆส่องลอดคาคบทิวไม้ ลมพัดปลายไหวเสียดสีกันดังออดแอดแว่วเป็นระยะตามจังหวะแรงลมที่พัดพา เหล่าบรรดานกบินถลาลงกินน้ำก่อนจะพากันทะยานบินขึ้นเป็นฝูงกลุ่มกลุ่มบินกลับรวงรังในยามเย็น บ้างก็ส่งเสียงดังสนั่นให้สัญญาณกับนกตัวอื่นๆ   หนุ่มน้อยบ้านนาก้มเงยอยู่ในแปลงผัก ถอนหญ้าออกจากแปลงผักนานาชนิดที่ปลูกเอาไว้ ใจคิดว่จะเอาอะไรอีกกับชีวิต ข้าวในยุ้งก็มี พืชผักในสวนก็มี ที่หลับนอนแม้จไม่ใหญ่โตเถียงนาก็นอนหลับสบาย แล้วจไปดิ่นรนให้มีนเดือดร้อนตัวเองทำไม เข้าเมืองใหญ่เร่งรีบ แย่งชิงกันในแต่ละวันต้องใช้จ่ายเงินจึงจะอยู่ได้ไม่เหมือนอยู่ถิ่นอีสานแม้จะแห้งแล้งแต่ก็ยังมีอาหารการกินให้พอประทังชีวิตอย่างเพียงพอได้  มีกิ้งก่า แมงจีนูน ไข่มดแดง ฯลฯให้ได้กินไม่อดอยาก “ฮั่นแน่  นั่งใจลอยอีกแล้ว ฟ้าวถอนต้นหญ้าละแมกำดินอยู่เฮ็ดหยัง” นั่นแน่ ใจลอยอีกแล้ว  รีบถอนหญ้าสิมัวแต่นั่งปั้นดินอยู่นั่นแหละ หนุ่มสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงสาวน้อยบ้านทุ่งแว่วมากระทบหู “ใจลอยคึดฮอดผู้สาวนั่นหละ ถ่าบ่เห็มาจักเถื่อ” ใจลอยคิดถึงสาวนั่นแหละ รอไม่เห็นมาสักที อ่ายเอาอีหยังแหน่มากองข้างเถียงสูงโจ้โก้ บ่ย้านไฟลามมาไหม้บ้อ” พี่ชายไปเอาอะไรมาจากไหนมากองรวมเป็นจำนวนมากไว้สูงข้างเถียงนาไม่ไฟลามมาไหม้หรือ “ตอเฟืองไถออก เตรียมสิเฮ็ดแปลงปลูกผัก บ่ฮู้หว่าสิเอาไว้ไสเลยมากองรวมกันไว้ก่อน”  ตอซังข้าวที่ไถออกเตรียมจะทำแปลงผักมันไม่มีที่เก็บก็เลยนำมากองไว้ก่อน “อ้ายอย่าเผาเดอ เอาน้ำหมักมาหมักเฮ็ดปุ๋ยผักบ่ต้องเสียเงินซื้อยาก”  พี่ชายอย่าเผานะ เอาน้ำหมักมาหมักทำเป็นเป็นปุ๋ยไม่ต้องเสียเงินซื้อ  ว่าแล้วสาวน้อยบ้านทุ่งก็เดินออกจากเถียงนาเพื่อกลับบ้าน ทำเอาหนุ่มน้อยแปลกใจทำไมสาวเจ้าจึงเดินหนีไปอย่าไม่รำลากันเลย คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

                “เวลาที่จะทำสิ่งถูกต้อง ย่อมเป็นเวลาที่ถูกต้องเสมอ” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งกับภาษาอีสานซึ่งคำบางคำเหล่าลูกหลานอีสานอาจจะไม่ค่อยจะได้ยินไม่ชินหูเพราะไม่ค่อยได้พูดมากนัก เกรงว่าจะลืมกันก็เลยนำมานำเสนอให้ทดลองพูดกันดูบางทีมันอาจจะเป็นคำใหม่ขึ้นมาทำให้คนนิยมพูดกันอีกก็เป็นได้ มาคราวนี้ก็นำคำว่า “จีดฮีด” มาฝาก

           คำว่า”จีดฮีด”เป็นคำที่บอกลักษณะของการแห้งเหี่ยวแคระแกรนไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดแต่ที่นิยมใช้กันมากก็จะใช้กับพืชผักที่มีลักษณะแคระแกรน  อาทิ ต้นข้าวในนาที่ฝนแล้ง จะแห้งเหี่ยวเหลืองก็จะบอกว่า”ฝนแล้งต้นข้าวแดงจีดฮีด บ่ใหญ่จักเถื่อ”

                ลมร้อนพัดมาเป็นระยะที่เถียงนาแม้จะมุงด้วยหญ้าคาที่ก็ไม่วายที่อากาศจะร้อนดีแต่มีต้นไม้อยู่รอบๆทำให้คลายความร้อนลงไปได้บ้าง  วัวควายหลบร้อนไปนอนอยู่ใต้ต้นทองกวาวที่กำลังออกดอกเหลืองสะพรั่งอยู่กลางท้องทุ่ง  บนกิ่งไม้มีนกตัวเล็กตัวน้อยส่งเสียงร้อบจิ๊บจิ๊บกระโดดไปมาบนกิ่งไม้เพื่อดูดกินน้ำหวานของดอกจานหรือทองกวาว

สาวน้อยบ้านทุ่งสวมหมวกใบใหญ่ใช้ผ้าปิดผน้าปิดตาสวมเสื้อแขนยาวเดินลิ่วมากลางทุ่งท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนเปรี้ยง หูแว่วเสียงแคนล่องมาตามสายลมร้อนก็พอจะทำให้คลายร้อนจากแสงแดดได้บ้างพอเข้ามาใกล้เถียงนาน้อยของหนุ่มน้อยบ้านนาสาวเจ้าเห็นเจ้าหนุ่มกำลังนั่งพิงเสาเป่าแคนอย่างเป็นสุข“อ้ายบ่ฮ้อนบ๋จั่งนั่งเป่าแคนเฉยอยู่”พี่ไม่ร้อนหรือไงจึงนั่งเป่าแคนเฉยอยู่ได้ หนุ่มพยักหน้าปากก็ยังเป่าแคนต่อไป “อ้ายเจ้ากึกละบ๋ เว้านำกะบ่ปาก”พี่ชายเป็นใบ้หรือไงพูดก็ไม่พูดด้วย 

เสียงแคนหยุดลง”ปากจั่งได๋อ้ายกำลังเป่าแคนสิเว้าได้บ้อ”พูดอย่างไรพี่กำลังเป่าแคนอยู่จะพูดได้อย่างไง“น้องหล่าเป็นหยังจั่ง เขียวแดดมาจั่งซี้”  น้องสาวเป็นอะไรจึงเดินฝ่าแดดมาแบบนี้ “ สาวน้อยบ้านทุ่งไม่พูดเดินไปข้างเถียงนาเห็นต้นดอกไม้เหี่ยวแห้งแคระแกรน “อ้ายต้นอีหยังปลูกโดนแล้ว จั่งจีดฮีดบ่ใหญ่จักเถื่อ ฮดน้ำมันอยู่บ้อ” พี่ชายต้นอะไรป,กนานแล้วทำไมแห้งแคระแกรนไม่โตสักที รดน้ำน้ำมันหรือไม่ “ทีฟ้าวมายามแดดเป็นย้อนหว่า พ่อใหญ่บ้านใต้เผิ่นสิให้ไปเมืองนำ สิไปซื้อของมาเตรียมงานบุญเลี้ยงพระ” ที่รีบเดินฝ่าแดดมาก็ว่าตาที่บ้านใต้จะให้ไปเมืองเป้นเพื่อนเพื่อซื้อของมาเตรียมทำบุญเลี้ยงพระ ว่าแล้วก็ออกเดินจากเถียงนาไป “ไปเมืองกะบ่ชวนกันเลยนอ ”  ไปเมืองก็ไม่ชวนกันเลยนะ หนุ่มร้องไล่หลังสาวชำเลืองดูแถมค้อนให้สองทีหันใบหน้าเดินไปไปเหลียวหลัง พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

“ควรใช้จ่ายเงินเพียงแต่ในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น”สวัสดีครับพบกันอีกครั้งทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไร

จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเกี่ยวกับกระแสการเมืองการร้องร้องยังคลุมเครือไร้เหตุผลจนกลายเป็นการหลอกเหยื่อเพื่อประโยชน์ตนยิ่งมองท่ใดก็ยิ่งเห็นว่าข้อเรียกร้องเป็นเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตยที่ว่า การร้องร้องต้องกระทำเพื่อชนส่วนใหญ่ ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ยึดหลักแห่งการมีเหตุมีผลยิดหยุ่น ฟังเสียงของปวงชนเป็นหลักยึดหลักประโยชน์ของชาติไม่ใช่ของตนแล้วก้ไม่ล่วงละเมิดถึงเรื่องส่วนตัวของบุคคลอภิปรายโจมตีการทำงานชี้จุดบอดที่ต้องให้ยุบสภาอ้างเหตุผลว่ายุบแล้วได้อะไรไม่ยุบได้อะไรใครจะได้ประชาชนได้สิ่งที่เกิดขึ้นคุ้มกับการเรียกร้องหรือไม่ไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของตนเท่านั้นเพียงแต่อ้างมวลชนต่อรองเพื่ออำนาจก็คิดว่ายังไม่เข้าหลักการของประชิปไตยสมคำอ้าง..เฮอ.

การเมืองก็ว่ากันไป หากไม่ยึดกติกา ประชาธิปไตยก็ไม่เกิด พบกันอีกแล้วมาพูดอีสานคำว่า “กะดักกะด้อ”

                คำว่า กะดักะด้อ   เป็นคำที่บอกลักษณะการเกินกว่า เป็นที่สุด   หมายถึง เกินกว่า ,ยิ่งกว่า มากกว่า ไม่มีคนเท่าเทียม อาทิ  เราคิดว่าเราดีแล้วแจ่ก็มีคนที่ดีกว่า ก็จะบอกว่า “เฮาหว่าเฮากะดักเขาแห่งกะด้อ”  ถ้าสิ่งของที่ใหญ่มากๆก็จะบอกว่า “ใหญ่กะดักกะด้อ” บางทีว่า กะดัดกะด้อ   กะด้อกะเดี้ย กะด้อกะเดื้อ ก็ว่า

                ดวงอาทิตย์กลมโตลับลงขอบฟ้าสีแดงเต็มดวงสาดส่องแสงสีแดงกระทบปลายไม้สะท้อนกับสายน้ำมองเป็นแสงสีทองวางทอดยาวไปตามริ้วกับเกลียวคลื่นสวยงามหนุ่มน้อยบ้านนานั่งเอาหลังพิงกองฟางข้างเถียงนาน้อยบ่าสะพายพิณตัวโปรดใช้นิ้วกรีดดีดพิณลายกาเต้นก้อนกระชัดกล่อมทุ่งคลายเหนื่อหลังทำงานในท้องทุ่งอย่างสุขใจสาวน้อยบ้านทุ่งหลังจากทำงานเสร็จก็เข้าป่าหาเก็บฟืนมัดรวมกันผูกเป็นสองมัดโดยใช้เถาไม้ผูกเป็นบ่วงสำหรับสอดไม้คานยกขึ้นบ่าหาบกลับบ้านเดินลงมาก้ได้ยินเสียงพิณเจ้าหนุ่มแว่วลัดทุ่งมากระทบหูดังถี่ขึ้นสาวเจ้าสอดส่ายวายตาไปที่ถียงนาน้อยแต่ไม่เห็น

หนุ่มนั่งดีดพิณอยู่ที่เดิมพอเข้าใกล้จึงรู้ว่านั่งอยู่ข้างกองฟางสาววางหาบฟืนไว้ข้างกองฟางแล้วแอบย่องเข้าไปใช้มือทั้งสองข้างยื่นไปปิดตาหนุ่มเอาไว้  เสียพิณสะดุดลงทันที “ไผมาปิดตาอ้ายเฮ็ดหยัง  มือนิ่มแบบนี้อ้ายยจื่ออยู่แล้ว”  ใครมาปิดตาทำไม มือนิ่มแบบนี้จำได้แล้ว  สาวหัวเราะลแล้วถามว่า “คั่นซั้นเจ้าแหม่นไผ บอกมาเบิ่ง”  ถ้างั้นใครบอกมาสิสาวถาม   “บ่มีไผ คั้นบ่อแหม่นผู้สาวอ้าย” ไม่ใครหรอก ถ้าไม่ใช่คนรักของพี่  สาวหัวเราะพร้อมกับปล่อยมือแล้วลงนั่งเคียงข้างพิงกองฟางข้างเจ้าหนุ่มพูดขึ้นว่า “มื้อฮ้อนแฮงหนออ้าย เฮื่อออกเปียกเสื้อเหมิด”  วันนี้ร้อนมากนะพี่พี่นะ เหงื่อออกเปียกเสื้อหมดเลย “แหม่นอีหลีฮ้อนแฮงแท้ๆ ฮ้อนกะดักกะด้อ ปีกลายยังบ่ฮ้อนปานนี้”  ใช่ร้อนมากจริงๆ ร้อนแบบสุดๆเลยปีก่อนยังไม่ร้อนขนาดนี้เลย “ฮ้อนแบบนี่เอาเมียสินอนจั่งได่หนอ” ร้อนแบบแต่งงานจะนอนได้อย่างไร  สาวได้ยินเอามือทุบบ่าหนุ่มหนึ่งทีแล้วลุกขึ้นดเนออกไปหยิบหาบขึ้นบ่าเดินลิ่วเข้าไปในหมู่บ้าน ปล่อยหนุ่มหันไปมองตามหลังสาวน้อยบ้านทุ่งพร้อมอมยิ้ม  พบกันใหม่ในคราวหน้าครับ

 

ว้าอีสานสัปดาห์ละควม

                “คนยิ่งร่ำรวยมากก็ยิ่งมีเรื่องวิตกกังวลมาก”สวัสดีครับพบกันอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศของดินฟ้าอากาศที่ร้อนอบอ้าว ท้องทุ่งนาแห้งแล้ง  น้ำตามห้วยหนองคลองบึงแห้งขอด ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น บางบ้านต้องซื้อน้ำดื่ม เปิดพัดลม ค่าไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น อย่างไงก็ให้ทุกคนอดทนให้มากๆไม่นานคงผ่านพ้นไปได้ตามกาลเวลา

                มาพบกันคราวนี้ก็มีคำอีสานมาให้ฝึกพูดกันอีกเช่นเคย ด้วยคำว่า “ จ๊ดป๊ด”

                จ๊ดป๊ด  เป็นคำที่บอกลักษณะอาการของการพูด หรือสิ่งใดใดที่มีลักษณะสั้นๆ ไม่มีเยื่อใยต่อกัน หมายถึง ห้วน ,สั้น,จบแบบไม่มีปีมีขลุ่ย พุดแบบมะนาวไม่มีน้ำ พูดไม่ไพเราะ  อาทิ คนที่พูดห้วนๆ ก็ว่า  เว้าจ๊ดป๊ด  หรือคนที่พูดเรื่องอะไรแล้วจบลงแบบดื้อๆก็จะบอกว่า “จบแบบจ๊ดป๊ด จนบ่ฮู้เรื่อง”  จุ๊ดปุ๊ด  ก็ว่า

                แสงแดดยามสายร้อนเปรี้ยงที่ถึยงนาน้อยหนุ่มน้อยบ้านนั่งหลังพิงต้นเสาตาเหม่อมองดูนกเอี้ยงจับอยู่บนคาคบ

ไม้ข้างหนองน้ำส่งเสียง บินพลัดกันลงกินน้ำในหนองลมพัดมาเป็นระยะแต่หอบเอาไอร้อนเข้ามาหนุ่มน้อยบ้านนาหันไป

มองเส้นทางที่ทุกวันจะเห็นสาวน้อยบ้านทุ่งหาบกับข้าวมาเป็นประจำตั้งแต่ย่ำเช้าแต่ทำไมวันนี้ยังไม่เห็น เกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้าน  มือคว้าไปหยิบเอาผ้าขาวม้ากำลังมาผูกที่เอวเตรียมจะเข้าไปในหมู่บ้าน  ก็มองเห็นสาวน้อยบ้านทุ่งเดินฝ่าเปลวแดดยามสายมาแต่ไกล จึงถอยกลับไปนั่งที่ขอนไม้ข้างกองฟาง  พอเดินเข้ามาไกลสังเกตุเห็นอาการกระฟัดกระเฟียดอารมณ์ไม่ดีของสาวน้อยบ้านทุ่ง “น้องหล่า ไปฮังต่อฮังแตนมาแต่ไส สังมาอยากฮ้ายจนย่างกะบ่เถี่ยง”  น้องสาวไปกินรังแตนมาจากไหน ทำไมโกรธจนเดินไม่ตรงแล้ว  “ อยากฮ้ายตั๋ว  บอกหว่ามันสวยยังมาชวนคุยนั่นคุยนี่”  โกรธสิ บอกว่าสายแล้วยังชวนคุยนั่นคุยนี่อยู่  “ ไผล่ะ น้องหล่าชวนเจ้าคุยนั่น” ใครล่ะน้องสาวชวนคุยนะ  หนุ่มน้อยบ้านาถาม  “จักผู้บ่าวบ้านได๋ดอก มาถามหาบ้านพี่น้องบอกแล้วกะยังบ่ไป ถามนั่นถามนี่จนสวยแดดฮ้อน”  ไม่รู้ว่าหนุ่มบ้านไหนมาถามหาญาติบอกแล้วก็ไม่ยอมไปถามนั่นนี่อยู่ได้ เสียเวลาจนแดดร้อน  สาวตอบ “ เขาผู้สาวงามกะเลยอยากเว้านำ”  หนุ่มแหย่  สาวโมโหพูดว่า “ งามบ่งามกระซ่างข่อย อย่ามาเว้า สายทางไปนา”  สวยไม่สวยก็อย่ามาพูดสายไปนา “ฮ่วยน้องหล่ามื้อนี่คือเว้าจ๊ดป๊ดแท้นอ”  โถ  น้องสาววันทำไมพูดห้วนๆแท้นอ  สาวน้อยบ้านทุ่งมองหนุ่มค้อนสามทีก่อนเดินผ่านไปแบบงอนๆ ทำเอาหนุ่มกั้นหัวเราะในท่าทางไม่อยู่ จึงอมยิ้มขำท่าทางอาการโกรธของสาวน้อยบ้านทุ่งที่หาบสัมภาระเดินผ่านไป พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “คนเกียจคร้านมักจะดำเนินชีวิตของตนไปเรื่อยๆโดยไม่มีจุดหมาย” สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง เหตุการณ์บ้านเมืองของไทยก็ยังวุ่นวายเหมือนเดิม คนอีสานเข้ากรุงไปเรียกร้องประชาธิปไตย ปล่อยท้องทุ่งแห้งเล้งให้เดียวดาย  เข้าเรียกร้องโดยไร้จุดหมายเพราะเป้าหมายเพราะไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยใครๆมาเป็นรัฐบาลอีสานก็เหมือนเดิม ถูกหลอกมาตลอดความอดอยากยากไร้ทำให้ขาดอิสรภาพทางความคิด  คนอีสานจะถูกหลอกไปเป็นเหยื่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุนมากดขี่ตนเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ ....เฮอ.

           ก็มาพบกันอีกครั้งกับคำว่า “ ตื่ม”

            ตื่ม  มีความหายว่า เพิ่ม, เติม, แถม ,สิ่งที่ได้มาเพิ่ม    อาทิ  การที่ตวงสิ่งใดสิ่งหนึ่งพอครบกำหนดแล้วก็จะแถมให้อีก ครึ่งถ้วย แบบนี้เรียกว่า ตื่ม  หรือการต่อรองราคากันคนขายร้องบอกราคาคนซื้อต่อรองลงไป คนขายก็จะบอกว่า ตื่มขึ้นอีกแหน่

           ท้องดูท้องฟ้ามีเมฆขาวเป็นผุย มองไปคล้ายภาพต่างๆ ด้านทิศตะวันออกเหนือขอบฟ้ามองเห็นเป็นสีแดงระเรื่อระบายด้วย แสงสีเหลือทองกระจายไปทั่ว ฝูงนกโผบินผ่านไปมองเห็นเป็นสีดำพาดผ่านพื้นท้องฟ้าสีทองไปหมู่แล้วหมู่เล่า  หนุ่มน้อยบ้านนาจับสายยางฉีดไปยังใบพืชผักในสวนไล่ไปทีละแปลง ทำให้สายน้ำที่พุ่งออกมาจากสายยางกระทบกับแสงของดวงอาทิตย์ส่งแสงเป็นประกายในยามที่มอง  สาวน้อยบ้านทุ่งย่องมาด้านหลัง “ เฮ็ดหยัง น้ำในสายยางเซาะต้นผักเหมิดแล้ว ใจลอยฮอดไส”  ทำอะไร น้ำในสายยางเซาะรากต้นผักหมดแล้ว ใจลอยไปถึงไหน “ ลอยไปฮอดบ้านผู้สาวพุ้นล่ะ” ใจลอยไปถึงบ้านสาวโน้นแหละ  หนุ่มบอก  “สาวบ้านได๋นอ ใกล้หือหว่าไกล”  สาวบ้านไหนหรือ ใกล้หรือไกล  สาวถามขึ้น  พร้อมกับยื่นมือเด็ดเอาพริกมาหนึ่งกำมือ  หนุ่มน้อยบ้านนาเดินไปที่แปลงมะเขือถือมะเขือเดินมาที่สาวยื่นมือไปว่า “ นี่เอาหมากเขือไปกินแหน่  ตื่มพ้อมกับหัวใจคคนปลูก”  นีเอามะเขือไปกินหน่อยแถมด้วยหัวใจคนปลูก   “คือสิกินบ่ลงดอก หัวใจหลายรัก” คงจะกินไม่ลงหรอกหัวใจหลายรัก  พูดแล้วสาวน้อยบ้านทุ่งก็เดินจากแปลงผักไป พร้อมสายค้อนหนุ่ม หนุ่มน้อยอมยิ้มมองตามหลังสาวน้อยคนรักยิ่งมองก็ยิ่งสวยน่ารัก ฝันไปถึงอนาคตที่แสนสุขอยู่ข้างหน้า  พบกันใหม่ครับ.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “คนที่ไม่เคยยากลำบาก จะไม่วันได้รับรู้ว่าความยากลำบากนั้นมันเป็นอย่างไร” สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง ยามภาวะสถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรง มีการประทะกันจนมีคนเจ็บและตาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ด้วยความโลภของคนผู้แสวงหาสองฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างกันต่างก็หวังยึดมั่นในผลประโยชน์ตนจนละเลยกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน โดยไมได้นึกถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม คำนึงเพียงความแพ้ชนะ แล้วก็นำเอามวลชนเป็นเครื่องมือสังเวยตัณหาตน  อนาถหนอ

        เอาละการเมืองก็คือการ การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์  หากไม่มีคุณธรรมความสกปรกย่อมเปื้อนได้มาก  คราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝาก คำว่า “เก่เด่”

เก่เด่  เป็นคำที่บอกลักษณะของการชี้ตรงของสิ่งของ,  เหยียดตรง  แขนที่ชี้ตรงออกมา เรียก  ชี้เก่เด่ ซันเก่เด่ แข็งเก่เด่  ท่อนไม้ปักชี้ตรงขึ้น เรียกว่า  ชี้เก่เด่ ปักเก่เด่   แก่แด่ ก็ว่า  อาทิ ปลาถูกแดดเผาตายแห้งกรังเหยียดตรงนอนอยู่ที่หนองน้ำแห้งมีรอยดินแตกแยก ว่า ปลาแดดนอนแข็งแก่แด่

          ตอนเช้าของวันหนึ่ง มองท้องนาเห็นต้นไม้เขียวชอุ่มร่มรื่น อากาศเย็นสบาย  จากที่ฝนตกลงมาในตอนเย็นของวันวาน แสงแดดอ่อนๆส่องมากระทบใบหน้า หนุ่มน้อยบ้านนาที่ยกมือทั้งสองข้างกุมเต้มแคนเป่าโยกไปมาตามจังหวะของแคน กล่อมทุ่งหลังจากทำงานในท้องนาเสร็จเพื่อผ่อนคลายฝูงวัวควายและเล็มหญ้านกเอี้ยงจับอยู่บนกิ่งไม้ส่งเสียงร้องประสานกับเสียงดังไปทั่วท้องทุ่งสาวน้อยบ้านทุ่งมุ่งหน้าหาบกระติบข้าวและสัมภาระอาหารการกินลัดเลาะตามคันนาหูได้ยินเสียงแคนหนุ่มแว่วมาแต่ไกลใกล้เข้าเรื่อยตามก้าวยางของการเดิน ช่างเป็นสุขใจนัก พอมาถึงเถียงนาเห็นท่าหนุ่มนั่งเป่าแคนอย่างเป็นสุข หาบเดินย่องไปข้างหลัง วางหาบสัมภาระลงแล้วคว้าเอาท่อนไม้เข้าไปยืนอยู่ด้านหลังหนุ่มแล้วเอาไปชี้โด่ไปข้างหน้า “หยุด มีเท่าไรเอามาให้หมด”  หนุ่มชะงักวางแคนลงกับพื้นทันทีหันกลับไปทางเสียงทันที “ เอาอีหยังซี้เก่เด่มาจั่งซี้ ยอมแล้วเอาไปเหมิดหัวใจเลย”  เอาอะไรชี้เหยียดตรงมาแบบนี้ เอาไปทั้งหัวใจ หนุ่มพูดพร้อมกับหัวเราะใช้มือจับไม่ดึงเบาๆเขามาใกล้ทำให้สาวน้อยบ้านทุ่งเซเข้ามานิดๆ “อ้ายๆแนมไปเบิ่งพุ้น  ไม้หลักอีหยังเสียบอยู่กลางหนองเฮ็ดเก่เด่อยู่นั่น” พี่มองไปดุสิที่ในหนองน้ำมีม้อะไรมาปักชี้ตรงอยู่กลางน้ำ “ไม้อ้ายซัดใส่งู ไปเสียบซี้เก่เด่อยู่ตั้งแต่มื้อวาน” ไม้ที่พี่พุ่งลงไปใส่งูเม่อวานนี้ไปเสียบชี้อยู่กลางน้ำนั่น” ขี้โจนงามจั่งซี้ มาปล้นสู่มื้อเด้อ สิยอมยกหัวใจให้เหมิดไปเลย” โจรสวยๆอย่างนี้มาปล้นทุกเลยนะจะยอมยกหัวใจให้หมดเลย สาวน้อยได้ฟังยกกำปั้นขึ้นทุบแขนหนุ่มทำหน้าขวยเขินเดินไปหยิบวางขึ้นป่าแล้วเดินหนีไป  พบกันใหม่คราวหน้าครับผม.

       

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “การมีความคิดมีเหตุผลทำให้มนุษย์แตกต่างกับสัตว์”สวัสดีครับพบกันอีกครั้งท่ามกลางอากาศ

ร้อน กระแสการเมืองก็รุนแรงมีทั้งการชุมนุมและการปาระเบิดก่อกวนเมืองโดยขาดการรับผิดชอบ ทำไมเมืองไทยจึงมีบรรยากาศแบบนี้  ทั้งที่เป็นเมืองพุทธศาสนาอบรมสั่งสอนให้เป็นคนที่มีความเมตตา

คงเป็นเพราะระบอบทุนนิยมเข้ามาสู่จิตใจของคนไทยอะไรก็บอกว่าเป็นทุนไปหมดแม้แต่ชีวิตคนก็นำมาเป็นทุนในการต่รองเพื่อจะได้อำนาจทางการเมืองจนหลงไปถึงความชอบธรรมขอให้กูได้จะถูกจะผิดกฎหมายไม่ว่า คนอื่นตายคนอื่นเดือดร้อนช่างปะไรขอให้ข้าเป็นสุขเพียงพอแล้ว…..เฮอ..สังคมหนอสังคม

            มาพบกันในคราวนี้ก็เช่นเคยนำคำอีสานมาฝากท่านผู้อ่านเหมือนเคยกับคำว่า “อ้งป้ง”

อ้งป้ง  เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่พองตรงกลาง  หากเป็นของใหญ่ก็ว่“ไข่อ้งป้งหรือไข่อ้งป้งเอ้งเป้ง”  ถ้าเป็นสิ่งที่เล็กก็ว่า“ไข่อ้องป้องแอ้งแป้งบางครั้งก็จะว่า“อุ้งปุ้ง” ก็ว่าคนที่มีครรภ์หรือทานมากๆท้องป่องออกก็จะว่า“ท้องไข่อุ้งปุ้ง”

            เช้าตรูวันใหม่ดวงอาทิตย์มีสีแดงกลมโตอยู่ขอบฟ้าตะวันออก เหล่านกกาบินส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกจากรวงรัง นกบินเกาะกันเป็นกลุ่มแปรขบวนเป็นรูปต่างๆผ่านหน้าดวงตะวันกลมโตฝูงแล้วฝูงเล่า สาวน้อยบ้านทุ่งหาบตะกร้าและกล่องข้าวเดินลัดเลาะตามคันนามุ่งหน้าสู่ท้องทุ่ง พอเข้ามาใกล้เถียงนาน้อยของหนุ่มน้อยบ้านนา  แปลกใจที่ไม่เห็นหนุ่มเจ้าเป่าแคนหรือดีดพิณเหมือนเคย  พอมาถึงก็วางหาบลงที่ชานเถียงนาใช้สายตาสอดส่ายไปมาที่ซอกเถียงนาน้อยก็ไม่พบหนุ่มน้อยบ้านนาคนรัก รู้สึกตกใจเดินหาไปรอบๆเถียงนา สายเหลือบไปเห็นงูตัวเขื่องนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างคันนาที่มีหญ้าขึ้นรกกระดิกหางเหยียดยาวท้องพองป่องออก  อ้ายๆเจ้าอยู่ไส  มาเบิ่งงูอีหยังนอนบ่ติงท้องไข่อ้งป้งอยู่ข้างคันแทนี่”  พี่ๆอยู่ที่ไหน มาสิงูอะไรก็ไม่รู้นอนไม่ไหวติงท้องพองโตอยู่ข้างคันนานี่”  สาวน้อยบ้านทุ่งร้องเสียงดังขึ้น หนุ่มน้อยบ้านนาได้ยินเสียงสาวร้องตกใจรีบวิ่งจากปลายท้องทุ่ง “อย่าไปใกล้มันเด้อ เดี๋ยวมันจะกัดเอา”  อย่าเข้าใกล้มันนะเดี๋ยวมันจะฉกเอา  พอมาถึงก็มองไปตามที่สาวน้อยชี้บอกเห็นงูเหลือมนอนอยู่ที่ท้องพองโตออกมาเพราะเข้ามาขโมยเอาไก่ตัวผู้ของหนุ่มไปกินจนพุงกางออก “โถ. นี่บ๊อโจรมาลักไก่โอกโจ้นมื้อคืนนี่” โถ นี่หรือตัวขโมยที่มาขโมยไก่ตัวผู้เมื่อคืนนี่  หนุ่มพูดพร้อมกับหาเชือกทำเป็นบ่วงคล้องผูกคองูเหลือมเอาไว้ “อ้ายงูอีหยังคือโตใหญ่เป็นตาย้านแท้”  พี่งูอะไรตัวใหญ่น่ากลัวจริงๆ สาวถามหนุ่ม “งูเหลือมใหญ่ มันมาลักกินไก่อ้ายมื้อคืน พร้อมกับมาบอกข่าวดี”  งูเหลือมใหญ่ มันมาขโมยกินกีพี่คืนนี้ พร้อมกับมาบอกข่าวดี “ข่าวดีอีหยัง”  สาวถามหนุ่มทันที “ข่าวว่าอ้ายสิได้เมียไวไวนี้ ละก็เป็นคนอยู่ใกล้ๆกัน”  ข่าวว่าพี่จะได้แต่งงานในเร็วๆนี้ และเป็นคนที่อยู่ใกล้ๆกัน  สาวน้อยบ้านทุ่งได้ยินอมยิ้มค้อน ใช้มือตีหลังหนุ่มหนึ่งทีแล้วฉวยได้หาบขึ้นบ่ารีบเดินออกจากเถียงนาน้อยไปทันที  หนุ่มอมยิ้มมองตามหลังสาวน้อยบ้านทุ่งอย่างเป็นสุข พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับผม.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “การรื้อถอนทำลายนั้นง่ายกว่าการสร้างขึ้นมา”สวัสดีครับพบกันอีกครั้งท่ามกลางสถานการณ์การเมืองยังครุกรุ่นคน

บางกลุ่มที่สวมเสื้อสีแดงเรียกตนเองว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตยเดินทางเข้าไปเรียกร้องที่เมืองกรุงแต่ก็เรียกร้องเพื่อคนคนเดียวเพื่อให้กลับมามีอำนาจใหม่ แต่เจ้าตัวไม่ได้มาร่วมต่อสู้แต่สั่งการนั่งนอนอยู่ต่างประเทศสบายเฉิบ  คนอีสานบอกว่า “ซุกกันเข้าหนาม”ยุให้คนอื่นกระทำการแทนขายฝันให้คนเชื่อไปวันๆบ้านเมืองก็ว่นวายการที่ไปปิดกั้นถนนทำให้คนไปไหนมาไหนไม่ได้นั้นเป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือไม่หากไปละเมิดสิทธิคนอื่นไม่ยอมกติกาบ้านเมืองแล้วจะไปเรีกตนเองเองว่ารักประชาธิปไตยได้อย่างไรประชาธิปไตยต้องมีกรอบจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข  เฮอ

            มาพบกันครั้งนี้ก็นำคำอีสานมาฝากเหมือนเก่าด้วยคำว่า “โต้นเต้น”

  คำว่า “โต้นเต้น”  เป็นคำวิเศษณ์จะบอกลักษณะสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ ผูกห้อยเอาไว้ หรือติดอยู่ห้อยลงมาแกว่งไปมา

การเอาผ้าขาวม้าผูกเป็นเปลแล้วให้ลูกน้อยแม่ก็ไกวเปลให้แกว่งมาซึ่งหากสิ่งของที่ห้อยแกว่งไกวไปมาในลักษณะนี้จะเรียกว่า ห้อยโต้นเต้น

                แสงแดดอ่อนๆยามเช้าตรู่สาดส่องแสงสีทองพาดผ่านลอดทิวไม้กระทบกับคลื่นของน้ำในหนองน้ำที่เป็นเรียว

คลื่นขนาดเล็กมองไปเหมือนทองคำทาอยู่บนผิวน้ำหนุ่มน้อยบ้านนานั่งหลังพิงต้นเสาเถียงนาน้อยในมือถือพิณกรีดสายเป็นเสียงช่วงทำนองลำเพลินพักเหนื่อยหลังตื่นแต่เช้ารดน้ำพืชผักเสร็จเสียงพิณดังแว่วกล่มท้องทุ่งวัวควายและเล็มหญ้าในท้องนาเสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่บนคอวัวควายดังประสานกับเสียงพิณแว่วมาเป็นระยะๆสาวน้อยบ้านทุ่งสวมเสื้อสีดำแขนยาวสวมหมวกสานบนบ่าหาบสัมภาระอากหารการกินเพื่อออกทุ่งทำงานเดินเข้ามาใกล้ได้ยินเสียงพิณแว่วมาแต่ไกลและใกล้เข้าเรื่อยๆตามจังหวะการเดินพอมาถึงเถียงนาของหนุ่มน้อยบ้านนา“อ้ายเจ้าตื่นขึ้นกะดีดพิณโลดบ๊”พี่ชายพอตื่นขึ้นมาก้ดีดพิณเลยหรือ สาวน้อยบ้านทุ่งส่งเสียงทัก หนุ่มน้อยบ้านนาพยักหน้ารับส่วนมือยังไม่ละลงจากการดีดพิณ  “นั่น เจ้าได้อี่หยังมาผูกห้อยโต้นเต้นอยู่เถิงเถียงเฮียงกันอยู่นั่น”  นั่นพี่ได้อะไรนำมาผูกห้อยแกว่งไปมาคู่กันอยู่บนกระท่อมนั่น  สาวน้อย้านทุ่งถามหนุ่มน้อยบ้านา“มื้อวานอ้ายไปในเมืองเห็นเขาเอาเปลมาขายกะเลยซื้อมาผูกไว้ถ่าผู้สาวสิมานอนเฮียง

ข้างคุยกันลองเบิ่ง” เมื่อวานนี้พี่เข้าไปในเมืองเห็นเปลก็เลยซื้อผูกไว้รอสาวให้มานอนเคียงคุยกันลองดูว่าจะเป็นอย่างไร  “มีไผมานอนละบ๊”  มีใครมานอนแล้วหรือยัง สาวน้อยบ้านทุ่งถามหนุ่ม “ยังอยู่กะผู้กำลังเว้าอบู่นี่ละสิมานอน”  ยังไม่มีหรอกดก็คนที่กำลังพูดนี่ไงจะมานอนนะ สาวทำหน้าเอียงอายค้อนหนุ่มก่อนยกหาบสัมภาระขึ้นบ่าออกเดินหนีไป ปล่อยให้เสียงพิณดังแว่วไล่หลังแผ่วเบาลงเรื่อย ปล่อยหนุ่มน้อยบ้านนานั่งดีดพิณอมยิ้มอยู่คนเดียว  พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน   สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่คนในชาติกำลังแยกแยกกันหนัก ไม่ค่อยจะมีความรักให้แก่กัน   “ความรัก”  มีผู้ให้ความหมายของความรักไว้มากมาย ล้วนหมายถึงสิ่งที่ดี แต่ปัจจุบันความรักก็กลับกลายแปรเปลี่ยนไปเหมือนยุคสมัย ทำให้คนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน นำเอาความรักมาเป็นสิ่งต่อรองเพื่อหาผลประโยชน์ สนองความไคร่ไปก็มี  เลยทำให้ความรักทำลายอนาคต ทำลายความสุขไป  ซึ่งตรงข้ามกับยุคสมัยก่อนความรักจะทำให้คนเป็นสุข  ความรักหากมันเกินขอบเขต ไร้เหตุผล ขาดความจริงใจก็ก่อให้เป็นพิษได้  จึงควรรักที่พอเหมาะ รู้กาลเทศะ รู้ผิดรู้ชอบ มีขอบเขต รักที่บริสุทธิ์นั้นคือความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ครูที่มีต่อศิษย์ ขอให้ทุกท่านรักตนเอง รักพ่อแม่ รักเพื่อนพ้อง รักอาชีพการงาน ป้องกันอย่าให้สิ่งใดมาทำลายสุขภาพ ทำลายอนาคตของตนโดยที่ตนเป็นคนนำพาเข้ามาเองด้วยการขาดสติ

           ครับสัปดาห์นี้ก็เช่นเคยนำคำอีสานมานำเรียนกับท่านผู้อ่านอีก  ด้วยคำว่า "อ่องต่อง"

         อ่องต่อ   หมายความว่า  สดใส   ใหม่เอี่ยม  ผุดผ่อง  เปล่งปลั่ง เนียน ใสปิ๊ง  มักนิยมใช้กับสิ่งที่มีสีสดใส  มองดูมีความสดใส  เช่น สีชมพูอ่องต่อง , แดงอ่องต่อง,เหลืองอ่องต่อง ใหม่อ่องต่อง ฯลฯ

                   วันหนึ่ง หนุ่มกับสาวนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ต่างคนต่างไม่พูดจาไม่รู้จะพูดอะไรเพราะหมดคำพูดแล้ว หนุ่มมองใบหน้าสาวสวยพร้อมกับพูดขึ้นว่า ""น้องหล่า เจ้าคือผู้งามแท้  แนมเบิ่งสองพวงแก้มขาวงามอ่องต่อง"  น้องสาวทำไมสวยแท้ มองดูสองพวงแก้มขาวสดใสผุดผ่อง  สาวเขินอายใช้มือทุบแขนหนึ่งทีพร้อมบิดตัวไปมา   สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

    “ความหวั่นกลัวเป็นอุปสรรคการสร้างคุณธรรมทั้งมวล”  สวัสดีครับกลับพบกันอีกครั้ง  คราวนี้พบกันในยุคที่ประชาชนคนไทยแบ่งแยกกันเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน มีเสื้อเหลือง เสื้อแดง แย่งมวลชนซึ่งกันและกัน  ประชาชนคนทำมาหากิน ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งที่ไม่รู้อะไรกับใคร เอาแต่ทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อาทิ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปั่นป่วนถึงคนอีสานเราก็ได้รับผลด้วย อยู่นิ่งไม่ได้แล้วทุกคนต้องสนใจการบ้านการเมือง ติดตามรับรู้ข่าวสารกันหน่อยนะครับจะได้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง  ฟังวิเคราะห์ข้อมูลด้วยใจเป็นกลางว่าฝ่ายใดทำเพื่อส่วนรวมฝ่ายใดทำเพื่อผลประโยชน์ตน หากมีการเปลี่ยนแปลงผลจะเป็นอย่างไรกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ถ้าสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงก็ลองตรองดูว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นกับสิ่งที่ได้เห็นอยู่ตัวใดมั่นคงกว่ากัน ก็คือรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลที่ยังไม่เห็นรูปร่างว่าจะมารูปแบบใด ก็ให้พี่น้องตรองดูให้ดีๆก็แล้วกันเดี๋ยวจะมาเสียใจในภายหลังมันแก้ไขลำบากนะครับ  เฮอ....หนักใจ

        เอาละมาคราวนี้ก็นำคำอีสานมาฝากให้คลายเครียดกันเช่นเคย  ด้วยคำว่า  “อึ่งหลึ่ง”

         “อึ่งหลึ่ง”  เป็นคำที่ใช้บอกลักษณะ ของการพองขึ้น, การขึ้นอืด,  บวม ,  พองออก  อ้วน  อลึ่งฉึ่ง  เช่น คนที่มีรูปร่างอ้วน ก็มักจะพูดว่า “อ้วนไข่อึ่งหลึ่ง”  หรือเห็นสิ่งของที่พองมีขนาดใหญ่ลอยมาตามน้ำก็จะพูดว่า “ลอยมาเอ็ดอึ่งหลึ่ง”

          หนุ่มเจ้ากับสาวสวย นั่งอยู่ที่กระท่อมนาในหน้าร้อน มองออกไปในท้องทุ่งเห็นไอแดดเป็นแสงยิบๆหนุ่มพูดกับสาวนาว่า  “ มื้อนี้ ฮ้อนแฮงหลาย  ข่อยกินน้ำหลายขันกะบ่เซาฮ้อน.. เบิ่งแหน่จนท้องไข่อึ่งหลึ่งเลย”  สาวนาเหลือบตามาดูพร้อมค้อนขวับให้กับหนุ่มนาหนึ่งทีแล้วเดินหนีไปต้อนวัวกลับบ้าน . ...ฉบับหน้าพบกันใหม่ครับ

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “วิธีทำนายอนาคตที่ดีที่สุดคือ สร้างอนาคตขึ้นมาเอง”  สวัสดีครับ พบกันอีกครั้ง ช่วงสัปดาห์ที่คนไทยบางกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่าง พากันยกพลเข้าเมืองกรุงฯเพื่อเรียกร้องตามแนวคิดของตน ซึ่งคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงาม ถูกต้องชอบธรรมตามระบอบการปกครอง จะทำให้ชีวิตดีขึ้น  แต่อยากให้ฉุกคิดสักนิดว่า การกระทำนั้นเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ในสังคม  เป็นความต้องการของทุกคนในประเทศหรือไม่ หรือหากได้มาทุกคนในสังคมได้ประโยชน์จริงหรือ  และการไปเรียกร้องจะไม่ไปทำความเดือดร้อนหือละเมิดสิทธิของคนอื่น   หากว่าการกระทำนั้นกระทำเพื่อคนคนเดียว คนกลุ่มเดียว และจะเดินไปสูการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ก็ลองคิดดูว่าสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันมันเลวร้ายจนที่จะเปลี่ยนกันเชียวหรือ  เดี๋ยวจะเข้าทำนองตกเป็นเครื่องมือ กลายเป็นเหยื่อให้กับคนบางกลุ่มเข้ามากุมอำนาจแทนระบอบเก่ายิ่งทำให้ตนได้รับความลำบากมากขึ้น จะเป็นดิ้นไปหาขุมนรกอีกขุมที่ใหญ่และร้อนแรงกว่าเดิมก็เป็นได้ โปรดตรองดูนะครับ

        สัปดาห์นี้ก็ขอนำคำอีสาน บ้านเฮามาเสนอให้ในคำว่า “โตดโปด”

         โตดโปด   เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีขนาดใหญ่ติดอยู่กับสิ่งอื่น   เช่น ก้อนดินเหนียวขนาดใหญ่ไปติดอยู่กับกิ่งไม้  หรือ สัตว์พวกนกที่มีขนาดใหญ่จับอยู่บนกิ่งไม้ก็เรียกว่า จับโตดโปด เหมือนกัน  หากสิ่งของนั้นมีขนาดเล็กลงก็จะบอกว่า “ติดตอดปอด”

          เช้าวันใหม่แสงแดดรำไร ลอดลัดผ่านสุมทุมสุ่มไม้ ทอดเงากระทบลงสู่ทางเดินที่อยู่กลาสงแนวทิวไป มองไปเป็นลู่ทอดยาวแคบสอบเข้าไปจนสุดสายตา  สาวน้อยบ้านทุ่งมือหิ้วกระติกน้ำ บ่าหาบกระติบข้าวข้างหนึ่งอีกข้างเป็นตะกร้ากับข้าวเพื่อออกนาทำงานเดินตามเส้นทางอย่างเปลี่ยวเดียวดาย คิดถึงอนาคตหากเติบใหญ่สู่วัยกลางคนก็จะแต่งงานมีครอบครัว  มีคู่ครองช่วยกันทำไร่ไถนาสร้างทุ่งนาให้เป็นแดนสวรรค์ไม่ต้องใฝ่ฝันให้ถึงเมืองฟ้าอามรเหมือนที่เพื่อนบ้านหลายคนดิ้นรนเข้าไป พอแก่เฒ่าบางรายกลับมาพร้อมโรคที่รับมาจากพิษจากโรงงาน  ชีวิตคนจะมีอะไรมากมีข้าวกิน อาหารการกินก็มีของตนเอง บ้านเรือนก็พอหลบแดดฝนมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามความจำเป็นก็เพียงพอแล้ว จะเอาอะไรมากไปกว่านี้หากไม่รู้จักการพอก็ไม่มีวันเพียงพอหรือพอเพียง  เดินเข้าไปได้ยินเสียงพิณแว่วลอยมาตามลม เสียงดังชัดขึ้นเรื่อยทำให้สาวน้อยบ้านทุ่งเป็นสุขใจ  พอเข้าใกล้มองไปเห็นหนุ่มน้อยบ้านนา นั่งเอาหลังพิงเสากระท่อมดีดพิณอย่างเป็นสุข “ อ้ายๆเฮ็ดเวียกแล้วละบอจั่งมานั่งดีดพิณดก็อยู่ผู้เดียวอย่างอารมณ์ดีแท้”  พี่ชาย ทำงานเสร็จแบ้วหรือ จึงได้มานั่งดีดพิณคนเดียวอย่างเป็นสุข “แล้วตั้งแต่เช้าพุ้น   น้องหล่าเจ้าแหนมเห็นบ่ง่ากกดู่มีหยังมาติดโตดโปดอยู่นั่น”  ทำเสร็จตั้งแต่เช้าแล้ว  น้องสาวมองดูสิที่กิ่งต้นประดู่มีอะไรขนาดใหญ่มาติดอยู่นั่น”  “ไสล่ะอ้าย...โอ๋นั่นบ้อเผิ่งตั๊วนั่นมันมาจับเฮ็ดฮัง”  ไหนละพี่ โอ..นั่นหรือผึ้งนั่นเองมันมาจับทำรัง   น้องหล่าฮู้บ่ ผึ้งมาเฮ็ดฮังใกล้เถียงเขาว่า เจ้าของเถีงสิโชคดี”

น้องรู้ไหมเขาเล่าว่าผึ้งมาทำรังใกล้กระท่อมเจ้าของกระท่อมจะโชคดี “โชคดีอีหยังบอกแหน่ได้บ่” โชคดีอะไรบอกหน่อยได้ไหม   “เขาว่าเจ้าเถียงสิได้แต่งงานกับสาวบ้านใกล้กัน”   เขาบอกว่าโชคดีเจ้ากระท่อมจะได้แต่งงานกับสาวบ้านใกล้เรือนเคียง  สาวน้อยบ้านทุ่งได้ฟังอมยิ้มส่งสายตาค้อนหนุ่มน้อยบ้านาหลาบตลบแล้วออกเดินจากกระท่อมไปอย่างเป็นสุข หนุ่มน้อยบ้านนาหยิบพิณขึ้นมาดีดกรีดสายส่งเสียงดังเป็นทำนองเร้าใจไปทั่วท้องทุ่ง  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “เข้าที่มีหมอกมัวมิใช่สัญญาณบ่งบอกวันที่มืดมน” สวัสดีครับพบกันอีกครั้ง  สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังไม่สร่างมีแต่วันเขม็งเกลียวไปเรื่อย ฝ่ายที่จะก่อการก็ไม่ลดละ หาข้อมูลมากล่าวอ้างว่าตนเป็นประชาธิปไตยถูกต้อง คนอื่นผิดขาดความชอบธรรม แล้วไอ้ที่พูดๆกันอยู่นั้นโทษคนโน้นโทษคนนี้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นหรือเปล่า และจะยกทัพไปราวีกันประกาศจะบกเมืองกรุงปิดสถานที่ราชการนั่นนะไม่ประโยชน์สำหรับประชาชนชาวไทยส่วนรวมหรือไม่  ก็มาตรงกันอยู่ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นธรรมกับคนในสังคมหรือไม่ ไปละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือไม่แล้วจึงมาถามว่าการกระทำตามใจตนนั้นเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่  เพราะประชาธิปไตยเขาให้คำนึงถึงคนส่วนรวมไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง และทุกคนก็ต้องเคารพสิทธิของคนอื่น ทุกคนมีสิทธิแต่ต้องอยู่ในกรอบจึงจะไปละเมิดสิทธิคนอื่นทำให้สังคมเดือดร้อน ตรองกันให้ดีว่ากระทำแล้วได้รับอย่างไร ...มีแต่เสียกับเสียกลับมากู้ใหม่ลำบากมากกว่ารักษาเพิ่มเติมให้ดีขึ้นจะดีกว่า ไม่ใช่ทำลายแล้วต่างก็โทษให้กันไม่มีใครแก้ก็พังกันทั้งยวงละครับ

              สัปดาห์นี้ก็เหมือนเช่นเคยนำคำอีสานมาฝาก ด้วยคำว่า “โก่นโต่น”

            โก่นโต่น   เป็นการพูดบอกลักษณะของการเปลือยกาย ไม่มีอะไรห่อหุ้ม ,เปล่า, เปลือย,  ล่อนจ้อน  คนที่เปลือยกายแบบนุ่งลมห่มฟ้า ไม่ใส่เสื้อผ้า ก็จะบอกว่า “ปะโตเฮ็ดโก่นโต่น”

            ตะวันแดงลับขอบฟ้ายามเย็นที่ริมฝั่งหนองน้ำ กลุ่มนกกาพากันโบยโบกบินร่อนลงจับกอไผ่ข้างหนองน้ำทยอยกันลงใช้จะงอยปากจิกจุ่มน้ำดื่มแล้วบินกลับขึ้นต้นไผ่พลัดเปลี่ยนกันตัวแล้วตัวเล่าเพื่อให้คลายจากความกระหายในหน้าร้อนที่แห้งแล้งแห่งปี   หนุ่มน้อยบ้านนาจูงควายแม่ลูกติดเดินมาที่ริมหนองทำให้นกตกใจบินหนีไป ควายเห็นน้ำดีใจรีบวิ่งลงไปในหนองน้ำนอนแช่น้ำอย่างสบายใจ  หนุ่มน้อยบ้านนานั่งลงใต้ร่มไม้ข้างหนองน้ำ หยิบโหวดจากย่ามที่สะพายไว้บนบ่าออกมาเป่าเป็นเสียงเพลงกล่อมทุ่งนา “อ้ายๆไผมาตัดเอากาบต้นตาลข้างหนองไปเหมิด เหลือแต่ต้นเปือยโก่นโต่น”  พี่ชายใครมาเอาก้านใบของต้นตาลไปหมดเหลือลำต้นล่อนจ้อน   เสียงสาวน้อยบ้านทุ่งดังมาทางด้านหลังหนุ่มน้อยบ้านนา หนุ่มมองไปยิ้มแล้วบอกไปว่า”ผู้บ่าวบ้านเวียงเหนือ เขามาตัดเอาไปเฮ็ดกอบฝาก่องข้าว มื้อวานนี้  แหว่ไปคุยนำเจ้าอยู่เด้ทำถ่าหลาย”   หนุ่มบ้านเวียงเหนือเขามาตัดเอาไปทำเป็นกรอบฝากล่องข้าวเมื่อวานนี้ ก่อนกลับเขาแวะไปคุยกับน้องอยู่ไงล่ะอย่าแกล้งเป็นไม่รู้เลย  สาวได้ฟังส่งสายตาค้อนหนุ่ม “แหม่นอยู่ เมือแล้วเขายังฝากความมาหาว่าสิมาเล่นนำอีก” ใช่อยู่ เขากลับไปแล้วยังฝากความว่าจะกลับมาเล่นด้วยอีก ก่อนสะบัดหน้าเดินหนีไป หนุ่มอมยิ้มท่าทางสาวน้อยบ้านทุ่งโกรธเดินหนีไปอย่างอารมณ์ดี คราวหน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

           “หากเอาชนะใจตนเองได้    ก็จะชนะสิ่งต่างๆทั้งปวง”   สวัสดีครับพบกันอีกในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองอญุ่ในยุคหวาดระแวง การสร้างกระแสข่าวข่มขู่ข่มขวัญกันทุกวัน  ก็เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องนำเอาเรื่องของคนอื่นมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ใช้ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง  ชาวบ้านไม่รู้อีโหน่อีเหน่หาเช้ากินค่ำไม่มีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้านตกเป็นเหยื่อไปฉิบ  ก็ขอให้ท่านผู้อ่านได้พินิจพิจารณาด้วยหลักของเหตุผลเป็นสำคัญว่า ถ้าเรากระทำสิ่งนั้นแล้วความสงบบ้านเมืองจะเกิดขึ้นหรือไม่   ไม่ได้เกิดผลดีสำหรับทุกคนถ้าทุกคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนตามบทบาทหน้าที่ เพื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวของใครของเรา หันหน้าเข้าหากันร่วมกันพัฒนาชาติบ้านเมืองสังคมเราจะน่าอยู่กว่าหาเรื่องก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นโดยโทษคนนั้นโทษคนนี้แต่ความผิดตนไม่มองไม่เห็นจึงทำให้เป็นเยี่ยงนี้

              พบกันคราวนี้ก็นำคำอีสานมานำเสนอเช่นเดิมด้วยคำว่า “โกกโวก”

              โกกโวก   เป็นคำที่บอกลักษณะที่ซุบผอม   ผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก  อาจจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ได้ ก็จะบอกว่า”จ่อยเฮ็ดโกกโวก”   ถ้าหากซุบผอมร่างกาย เศร้าหมองด้วยก็อาจจะว่า “โกกโซก”  ก็ว่า

              แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องเรื่อเรืองริมขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก  กระทบยอดหญ้าลมพัดพลิ้วไปตามแรงลม กระทบแสงแดดอ่อนๆส่งแสงแวววับ หนุ่มน้อยบ้านนานั่งเอาหลังพิงเสากระท่อมนา  มือสองข้างกุมเต้าแคนเป่าลายสุดสะแนนเสียงลอยล่องไปตามลมทั่วทุ่งนา แข่งกับแสงแดดอ่อนๆค่อยๆแผดกล้าขึ้นเรื่อยๆจากขอบฟ้า    ควายแม่ลูกและเล็มหญ้าอ่อนอยู่ในท้องทุ่งนาใกล้กระท่อม   สาวน้อยบ้านทุ่งเดินมุ่งมายังกระท่อมนา บ่าหาบกระติบข้าว ตะกร้าพะรุงพะรัง  พอมาใกล้ก็ร้องไปยังหนุ่มว่า “อ้ายเจ้าได้ควย(ควาย)แม่ลูกมาแต่ไส เป็นหยังมันจั่งจ่อยโกโวกคือสิบ่มีแฮงคักแท้”   พี่ชายได้ควายแม่ลูกมาจากไหน ทำไมมันถึงผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก เหมือนจะไม่แรงเอาเสียเลย   “ อี่พ่อเพิ่นไปซื้อมาแต่เหนือพุ้น ไห่เอาผูกเลี้ยง คึดหว่าสองสามมื้อมันกะสิอ้วนดอกหญ้านาเฮาหลายอยู่”    พ่อไปซื้อมาจากบ้านเหนือ  ให้เอามาผูกเลี้ยงไว้ คิดว่าอีกสักสองสามวันมันก็จะอ้วนขึ้นได้ หญ้าในที่นาของเรามีอยู่เยอะแยะ   หนุ่มบอกสาว  “ หล่าได้หยังมากับข้าวมื้อนี้ แบ่งไว้ไห่กินแหน่เป็นหยัง”  น้องสาวได้อะไรกับข้าววันนี้แบ่งเอาไว้ให้กินหน่อยเป็นไร   สาวน้อยบ้านทุ่งวางตะกร้าลงแล้วหยิบห่อส่งให้หนุ่มพร้อมบอกว่า “นี่คั่วจุดจี่ข่อยไปขุดตั้งใจเอามาให้กินนั่นหละ อย่าทำถ่ามาขอคือหลาย” นี่คั่วแมลงจดจี่น้องไปขุดตั้งใจเอามาฝากนั่นแหละ อย่าแกล้งทำทีเป็นขอเลย  พูดแล้วก็ยื่นให้หนุ่มน้อยบ้านนาหาบเดินผ่านไปหันมายิ้มหวานให้หนุ่ม  ปล่อยให้หนุ่มเป่าแคนส่งเสียงไล่หลังสาวน้อยบ้านทุ่งจนเสียงค่อยๆแผ่วหายไปตามระยะทางในที่สุด  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับผม

 

        

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “ผู้ที่ปรารถนาโดยไม่ทำอะไร ย่อมบ่มเพาะความหายนะ”  สวัสดีครับสัปดาห์นี้  พบกันอีกทุกอย่างยังเหมือนเดิมการเมืองยังไม่คลี่คลาย   ยุ่งอยู่กับเรื่องของคำว่าประชาธิปไตย  คำว่าประชาธิปไตยนั้นมันคืออะไร  หากคนไม่มีความเขข้าใจอย่างแท้จริงก็จะทำให้เกิดความวุ่นวาย นิยามของคำว่าประชาธิปไตยก็คือ  การปกครองที่เกิดจากประชาชน โดยประชาชนปกครองประชาชน โดยประชาชน สรุปก็คือการปกครองที่ประชาชนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสนอแนวความคิดความต้องการของตนเพื่อนำมาหลอมรวมกันแล้วเกิดเป็นรูปแบบขึ้นมา ทุกคนได้ประโยชน์ทุกคนเสียประโยชน์แต่พอนำมารวมกันแล้วทุกคนยอมได้ นั่นแหละคือประชาธิปไตย หากแต่คนบางกลุ่มบางพวกได้ประโยชน์แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ประโยชน์และไม่มีสิทธิ์ที่จะท้วงติงได้ การปกครองรวมไว้ที่คนคนเดียว กลุ่มเดียว อาจจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง แม้แต่การปฏิวัติรัฐประหารหากไม่คำนึงถึงส่วนรวมย่อมเป็นระบบอบเผด็จการทั้งสิ้น  อาทินักการเมืองผ่านการเลือกตั้งเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลก็วางแผนจัดระบบการปกครองโดยอ้างรัฐสภาสนับสนุนผลประโยชน์ตน แก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กับตน ละเมิดกฎหมายไม่ยอมรับกฎหมายบ้านเมืองเพราะคิดว่าตนเป็นผู้มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้  หากเป็นลักษณะนี้ก็เข้าข่ายการปกครองระบบเผด็จการรัฐสภา ซึ่งร้ายกว่าเผด็จการแบทหารหลายเท่าตัว เพราะนำประชาชนมาอ้าง อ้างการเลือกตั้งว่ามาโดยประชาชน....เฮอ.

             พูดเรื่องการเมืองแล้วเบื่อ มาฮู้คำอีสานของเราต่อนะครับ  “มาบมาบ”

             มาบมาบ    เป็นคำที่บอกลักษณะของการสะท้อนเสียงของสิ่งของที่ต้องกระทบกับแสง แล้วมาเข้าตาเรา อาทิ สังกะสีที่อยู่กลางแดดพอมองไม่ก็จะมีแสงสะท้อนกลับมา ภาษาอีสานเรียกว่า “เหลื่อม”    เหลื่อมมาบมาบ หรือ แหวนทองกระทบกับแดดก็จะส่องแสง    หมายถึงประกายของแสง  ระยิบระยับ แพรวพราว แวววับ  แวววาว

             กระปลายนาในท้องทุ่ง กลางวันแสงแดดร้อนเปรี้ยงแผดเผาต้นหญ้าเหี่ยวเฉา  แต่วัวควายยังเดินและเล็มหญ้าตามคันนา เสียงของเกราะ กระดิ่งดังมากระทบหูเป็นระยะ ฟังไปคล้ายเสียงดนตรีบรรเลงแผ่วมาตามสายลม หนุ่มน้อยบ้านากับสาวบ้านทุ่งนั่งอยู่ใต้ต้นดอกจานที่มีดอกเหลืองอร่ามท่ามกลางแสงแดดจ้า ไอของแดดผ่านมากระทบผิวกายเป็นครั้งคราวและลบลงด้วยลมเย็นที่พัดผ่านทำให้ผมยาวสลวยของสาวบ้านทุ่งปลิวลู่ไปตามลม สลับกับดอกจานล่วงลงสู่พื้นดอกแล้วดอกเล่ามากองอยู่บนตอซังข้าวเหลืองไปทั่วพื้น สาวน้อยบ้านทุ่งชี้ละพูดขึ้นว่า “อ้ายๆแหนมข้าวไปทางบ้านเฮาเจ้าเห็นหยังเหลื่อมมาบมาบอยู่พุ้น”  พี่ชายมองไปทิศที่หมู่บ้านเราเห็นระกายอะไรส่องระยิบระยับอยู่นั่น   “ ไส   โอ๊ะนั่นบ้อ  แสงกระจกจากหลังคาสิมมันถึกแสงแดด  มันเหลื่อแหนมเห็นไกล แต่กี้ข่อยกะบ่ฮุ้คือกัน เบิ่งคักๆๆจั่งได้ฮู้”  โอ๊ะ นั่นหรือ  แสงกระจกจากหลังคาโบสถ์มันถูกแสงแดด สะท้อนมองดูเห็นแต่ไกล  เมื่อพี่ก็ไม่รู้เหมือนกันพอดูชัดๆแล้วจึงได้รู้   “นั่นหน้าไผเหลื่อมมาบมาบอยู่ไต่กกจานนั่น” แล้วนั่นหน้าใครมันวาวอยู่ใต้ต้นจาน  “หน้าอ้ายนี่หละ หน้ามักสาวมันกะเลยมันจั่งซี้” หน้าของพี่เอง หน้ารักสาวก็มันอย่างนี้แหละ   สาวได้ฟังใช้มือบิดที่ต้นแขนหนุ่มน้อยบ้านนาสองที ก้มหน้ามองพื้น แล้วผุดลุกหนีจากไป   สัปดาห์พบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ผู้ที่ไม่รู้จักพอก็เท่ากับว่าผู้นั้นไม่มีอะไรเลย”   สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพนับถือ  ความขัดแย้งของการเมืองก็ยังไม่จืดจางห่างหายไปเช่นเดิม  หากมองว่าเลวร้ายก็เลวร้าย หากมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็ธรรมดา เพราะทุกสิ่งอย่างมันวิวัฒนาการไปตามวัฏจักรของมัน ขอเพียงแต่เราต้องเรียนรู้ให้เท่าทันมัน อย่าไปตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของมันเท่านั้น จงตดสินมองด้วยหลักเหตุผล จุดประสงค์ที่แท้จริง มองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เดือดร้อนไม่กระทบ ตนไม่เดือดร้อนคนอื่นไม่เดือดร้อน ตนได้ประโยชน์คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ นั่นแหละคือแนวทางที่ถูกต้อง ถ้าพัฒนาไปในแนวทางนี้ก็จะทำให้สังคมเป็นสุข ทุกคนในชุมชนเป็นสุข พูดนะง่ายแต่ทำยากต้องเริ่มหนึ่งที่ตนก่อนแล้วมันก็จะแพร่ไปยังคนอื่นเรื่อยๆ

         สัปดาห์นี้เหมือนเดิมนำคำอีสานมาฝากเช่นเคยกับคำว่า “โต่งเต่ง”

        โต่งเต่ง”     เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งของที่ค่อนข้างจะใหญ่แขวนอยู่แกว่งไปมา เข่น เอากระถางดอกไม้ที่ไม่ค่อยใหญ่ผูกด้วยลวดนำมาแขวนห้อยเอาไว้ที่กิ่งไม้หน้าบ้านก็เรียกว่า   ห้อยโต่งเต่ง   ถ้าสิ่งของเล็ก เรียก ห้อยต่องแต่ง  แต่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย เรียก ห้อยต่องต้อน  ก็ว่า  ถ้าเป็นสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเ  รียก  ห้อยโต่งโต้น หรือ โอ้นโต้น ก็ว่า

        แสงแดดสีแดงลอดมากระทบกับน้ำในหนองน้ำด้านทิศตะวันตกกระท่อมนา สะท้อนมาตกที่ฝากระท่อมนา เหล่านกกาโบยบินส่งเสียงร้องกลับรวงรัง มองไปเห็นหนุ่มน้อยบ้านนา จับหางไถสวมหมวกปีก มีควายนำหน้าลากไถเดินไปรอบๆแปลงกระทงนา นานครั้งจะเห็นมือหนุ่มน้อยสะบัดเชือกควายพัดเข้าสีข้างของควายเป็นระยะ ควายเดินพร้อมแกว่งเขาเมื่อโดนเชือกสะบัดถูกสีข้างรีบเดินเร่งให้เร็วขึ้น ดอกตะวันค้อยต่ำลงทุกขณะเกือบจะมิดขอบฟ้า   สาวน้อยบ้านทุ่งหาบฟืนที่มัดรวมเป็นมัดข้างหนึ่งอีกข้างเป็นตะกร้าสัมภาระต่างๆที่ใช้ในท้องทุ่งมาวางไว้ข้างกระท่อมนา มองไปดูหนุ่มนาไถนาอมยิ้มอย่างเป็นสุขเมื่อวาดฝันถึงอนาคต มองเห็นผืนนาเต็มไปด้วยพืชพรรณธัญยาหาร อยากกินอะไรได้ดังใจ ไม่ต้องพึงพาเงินทอง ไม่ต้อรีบเร่งแข่งขันกับกาลเวลา เช่นคนอื่นๆที่เข้าเมืองใหญ่ จากพ่อแม่ลูกหลานต่อสู้กับงานหนักในเมืองใหญ่ อยู่บ้านเราก็เป็นสุขได้หากรู้ว่าอะไรเพียงพอของชีวิต แว่บหนึ่งมองไปเห็นที่หน้ากระท่อมเห็นมีอะไรห้อยไว้จึงถามไปว่า “อ้ายๆๆ เจ้าได้อีหยังมาห้อยไว้หน้าเถียงเจ้าโต่งเต่งอยู่นี่”   พี่ชาย ได้อะไรมาแขวนเอาไว้หน้ากระท่อมนี่    “ข่อยเข้าไปในป่าเห็นหง่าไม้ตายมันหล่นมีต้นกล้วยไม้ติดมานำ กะเลยเอามาผูกห้อยไว้นั่นหละ   คึดหว่าถ้ามันออกดอดแล้วกะสิเอาไปฝากผู้สาว”  พี่เข้าไปในป่าเห็นกิ่งไม้มันหักลงและมีกล้วยไม้ติดอยู่ด้วยก็เลยนำมาห้อยเอาไว้ หวังว่าถ้ามันเป็นดอกจะนำไปฝากสาวๆนะ  “ไผหนอสิโชคดีปานนั้น ย้านแต่มันแห้งตายซะก่อนนั่นหละ   เบิ่งแล้วบ่ฮดน้ำมันจักเถื่อ”  ใครหนอจะโชคดีขนาดนั้น  กลัวแต่มันจะแห้งตายซะก่อนดูๆแล้วไม่เคยรดน้ำมันเลย ว่าแล้วสาวน้อยบ้านทุ่งก็เดินไปตักน้ำจากตุ่มมา

รดกล้วยไม้ให้หนุ่มน้อยบ้านนา  ก่อนยกหาบขึ้นบ่าเดินเข้าไปในหมู่บ้าน พร้อมกับแสงแดดอ่อนๆที่ลับลงสู่ขอบฟ้า พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับผม.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

              “ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กับสิ่งที่เป็นไปได้ อยู่ที่ความมุ่งมั่นของตน” สวัสดีครับพบกันสัปดาห์นี้ก้อยู่ในช่วงกกระแสความรุนแรงของการเมืองสองขั้ว คือ กลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ที่พยายามจะนำพาประเทศเดินไปตามความคาดหวังแต่กลุ่มหนึ่งก็ยังตามถามทวงอำนาจเก่าที่เคย ที่สำคัญผลประโยชน์มหาศาลที่ตนจะสูญเสีย จึงทำทุกวิถีทางเพื่อปิดกั้นและให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตน จนบางครั้งขาดความรับผิดชอบต่อสังคม มองไม่เห็นความถูกต้องชอบธรรม แม้จะนำคนอื่นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังฆกรรมโดยไม่รู้ตัวก็ไม่ได้คำนึงถึง คิดแต่ว่าตัวกู ของกู กูยิ่งใหญ่ หยิบยื่นอาหารให้เล็กน้อยก็เพียงพอแล้วให้มาปกป้องตัวกู   หากมีผู้นำที่ยึดตนยึดผลประโยชน์ตนไม่ได้คำนึงถึงส่วนรวม ถ้ามีในแผ่นดินใดที่ดินแผ่นนั้นวุ่นวาย ประชาชนก็จะกลายเป็นทาสระบบใหม่ไปสิ้น.........เฮอความเห็นแก่ตนมันโหดร้ายจริงหนอ.

             พอมาพบกันก็เช่นเคยนำคำอีสานมาฝากเช่นเคย  ครั้งนี้ได้คำว่า “งึมงึม”

             “งึมงึม”   เป็นลักษณะของการพูดที่เกิดจากความคับแค้นใจหรือไม่พอใจอะไรสักอย่างก็จะพูดถึงสิ่งนั้นเบาๆบ่อยๆ ซึ่งภาษาอีสานเรียกว่า “จ่ม”  หรือ “บ่น”  หมายความว่า บ่นพึมพำ  บ่นพึมพำอยู่คนเดียว พูดเบาอยู่กับตนเองถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เรียก จ่มงึมงึม   จ่มพึพึม  จ่มพูมพูม ก็ว่า

              มองไปในท้องทุ่งนาที่เวิ้งว้าง แสงแดดยามเช้ากระทบกับแมกไม้ส่องแสงลอดซอกระหว่างต้นไม้ตัดสายหมอกยามเช้ามองไปเหมือนเส้นสายของสายรุ้งสีต่างพาดผ่านไปเต็มทั่วท้องทุ่ง  มองไปเห็นกระท่อมนาล้อมรอบไปด้วยพืชผักนานาชนิดตัดกันเป็นสัดส่วนสวยงาม หนุ่มน้อยบ้านนานั่งอยู่บนเก้าอี้รากไม้ข้างกระท่อมมองออกไปในท้องทุ่งฮัมเพลงอย่างเป็นสุข  พึงพอใจกับความเป็นอยู่ในท้องทุ่งนา อากาศก็บริสุทธิ์  ข้าวปลาอาหารก็ไม่อดอยากยากแค้นหามาได้ด้วยตนเอง จากผืนแผ่นนาของตน ไม่ต้องวิ่งไปแข่งขันกันในเมือง ไม่ต้องไปตกเป็นทาสหรือขี้ข้าของนายทุน เพียงพอแล้วนี่แหละคือความสุขที่แท้จริงของชีวิต   สาวบ้านทุ่งสวมเสื้อแขนยาวกระบอก นุ่งผ้าถุง ผ้าคลุมหน้าปิดทับด้วยหมวกปีก บนบ่าหาบสัมภาระอาหารการกินออกไปท้องทุ่งนา ผ่านมาเห็นหนุ่มน้อยบ้านนาฮัมเพลงอย่างเป็นสุขก็ตะโกนไปว่า “จ่มอี่หยังนองึมงึมอยู่ผู้เดียว บ่อยากอายฟ้าดินดอกเด”   บ่นอะไรหนอ พึมพำอยู่คนเดียวไม่อายฟ้าดินหรือไง  “บ่อยากอายดอก แต่ละคืนมันดนแฮง บ่แจ้งง่ายสิได้เห็นหน้าผู้สาวมาผ่าน  คึดฮอดแฮงกะจ่มหานยั่นหละ”   ไม่อายหรอก แต่คืนช่างยาวนานเหลือเกิน ไม่สว่างสักทีจะได้เห็นหน้าสาวเดินมาผ่าน  คิดถึงมากก็บ่นหานั่นแหละ   สาวน้อยบ้านทุ่งได้ยินยิ้มสะบัดหน้าค้อนหนุ่มหลายทีพูดว่า “สาวบ้านได๋นอเฮ็ดไห่อ้ายข่อยค฿ดฮอดปานนั้นนอ” ก่อนเดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่เป็นสุข พบกันใหม่ครับผม.

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “หวังสิ่งที่ดีที่สุด แต่เตรียมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด” สวัสดีครับผมกับอีกครั้งช่วงเทศกาลแห่งความรัก ความรักหากนำมาใช้เข้าใจไม่ถูกต้องก็จะทำให้ได้รับอันตรายเพราะนิยามของความรักแปลกันไว้แตกต่างกัน บางรายแปลว่าเป็นการเสียสละเลยกลับกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่เห็นแก่ตัว  รักต้องมีเหตุผลความรักที่แท้จริงก็คือเป็นความปรารถนาต่อกันหวังให้คนที่รักมีสุขประสบผลสำเร็จในชีวิตแล้วผู้ที่รักภาคภูมิใจ ไม่ใช่เป็นแค่การแสดงทางความใคร่อย่างเดียว ความรักก็ไม่ต้องมีแค่วันเดียวเท่านั้น ความรักควรจะมอบให้แก่กันทุกวันและตลอดไปแล้วกระทำด้วยเหตุผล มองเห็นความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าสู่วงจรของความรักที่เป็นพิษ  ว่ากันไป

             พบกันครั้งนี้ก็เช่นเคยนำคำอีสานมาฝากคำว่า “โก้ยโก้ย”

             โก้ยโก้ย  เป็นลักษณะอาการของการเดินของคนที่ขี้เกียจ  ที่ว่า “หย่างโก้ยโก้ย”  การเดินเนิบนาบ อิดออด ไม่คล่องแคล่วว่องไว  เดินไม่รีบเร่ง ไม่กระตือรือร้น  เดินอย่างไม่เต็มใจ  เชื่องช้า

          รุ่งเช้าอากาศหนาวเย็น หมอกปกคลุมขาวโพลนไปทั่วท้องทุ่ง แสงพระอาทิตย์ส่องลอดผ่านสายหมอกกระทบกับหยดน้ำค้างที่ติดอยู่ปลายต้นหญ้าส่องแสงระยิบ   หนุ่มน้อยบ้านนานำควายออกจากคอกเดินฝ่าเปลวหมอกมาที่ท้องนานำไถนาจัดการใส่คอควายไถนาเพื่อเตรียมปลูกผักแปลงใหม่ไล่ควายเดินไปตามพื้นท้องนา ยกไถเปลี่ยนกลับเวียนไปมาในแต่ละรอบ ปากก็ไล่ควายให้เดินเร็วๆหวังให้เสร็จก่อนแสงแดดร้อน    สาวน้อยบ้านทุ่งหิ้วกล่องข้าวพร้อมตะกร้าอาหารผ่านมาร้องไปว่า” ไถนาจั่งได๋ควย(ควาย)ย่างโก้ยโก้ย คือขี้คร้านคักแท้ เป็นกับควยหือเป็นกับคนหนออ้าย”   ไถนาอย่างไรควายจึงเดินช้าเนิบนาบขี้เกียจแท้ เป็นกับควายหรือว่าเป็นกับคน พี่เอย  “เป็นกับควยดอก คนบ่ขี้คร้าน  ควยมันเหมื่อย คนบ่เห็นหน้าผ็สาวเลยย่างช้าสื่อสื่อดอก น้อง”   เป็นกับควายต่างหาก  คนไม่ขี้เกียจนะ ควายมันเมื่อย ส่วนคนบ่เห็นหน้าผู้สาวเลยทำให้เดินช้าเท่านั้นละน้อง  สาวน้อยบ้านทุ่งได้ยินมองค้อนหลายตลบก่อนเดินไต่คันนาผ่านไป ปล่อยให้หนุ่มนาอมยิ้มในทีเดินคามรอยไถเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า  พบกันใหม่คราวหน้าครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “ความอดทนคือบิดาแห่งคุณธรรมทั้งปวง” สวัสดีครับ พบกับอีกครั้งก็เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนต้นไปกันแล้ว  เหตุการณ์บ้านเมืองก็ยังไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี ยังมีความแกร่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเหมือนเดิม   บุคคลกลุ่มผลประโยชน์แย่งชิงอำนาจกันเพื่อจะนำพาตนและพรรคพวกมีโอกาสแสวงหาอำนาจแล้วก็เงินตรา แต่ก็มาปลุกปั่นประชาชนที่หาเช้ากันค่ำ มีโอกาสน้อยในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เข้าทำนองคนโบราณบอกว่าคนจนไม่โอกาสน้อยแม้แต่การจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นได้แค่รั้วให้กับคนรวย  จึงอยากฝากให้ผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือและผู้ที่มีส่วนในการปลุกปั่นได้คิดว่าที่ทำกันในปัจจุบันนี้ท่านเป็นสุขมากเชียวหรือ และมันได้อะไรที่จะสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นบ้าง เท่าที่พบเห็นยังไม่มีอะไรดีขึ้นไปเลย สมควรเลิกแล้วหันมาร่วมกันสร้างสังคมให้น่าอยู่กันเถอะ อายุของแต่ละคนอยู่ได้ไม่มากนักหรอก หันทำดีให้กันจะไม่ดีกว่าหรือ.....เฮอ...

         สัปดาห์นี้ก็นำคำอีสานมาฝากทุกท่านเช่นเคยด้วยคำว่า “จ่อหล่อ”

         จ่อหล่อ   เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งติดอยู่ในรู เช่น กระบอกไม้ไผ่แต่มีก้อนหินหรืออะไรเข้าไปติดอยู่ข้างในรูก็จะบอกว่า “ก้อนหินติดคาฮูจ่อหล่อ”   หรือเรากินยาเม็ดพอเอาเม็ดยาเข้าปากกลืนแต่กลืนไม่ลงก็จะบอกว่า “เม้ดยากลืนบ่ลงคาคอเฮ็ดจ่อหล่อ หรือหมายถึงค้างคา, ติดค้าง, ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สำเร็จก็จะบอกว่า “เฮ็ดบ่แล้วคาคอจ่อหล่อ”  อาทิ ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนบ้านแต่แล้วเพื่อนบ้านคนนั้นไม่นำเงินมาใช้หนี้และยังหลบหนีไปอีกเจ้าหนี้ก็มาบังคับให้ชำระหนี้แทนก็จะบอกว่า “ประกันยืมให้แล้วหนี หนี้คาคอเจ้าของเฮ็ดจ่อหล่อ”

          เที่ยงของวันหนึ่งที่บริเวณกลางทุ่งนา อากาศร้อนแสงแดดกล้า หญ้าคาที่ใช้มุงหลังคากระท่อมนาถูกแดดเผาดังเปาะแปะเปาะแปะ  ลมพัดพาเอาอากาศร้อนเข้าเป็นระยะๆ มองออกไปในท้องทุ่งเห็นละอองเปลวของแดดไอขึ้นจากท้องทุ่งระยิบระยับ    สาวน้อยบ้านทุ่งใช้ผ้าขาวม้าโพกหัวเดินฝ่าเปลวแดดมาแต่ไกลมองเห็นอยู่ปลายท้องทุ่ง ใกล้เข้ามาจนมาถึงกระท่อมนา แล้วปลดผ้าโพกหัวออก “โอย. มื้อนี่ฮ้อนหลาย อ้ายเอาน้ำมากินแหน่จักกลืน”  โอยง วันนี้อากาศร้อนจังเลย พี่เอาน้ำมาดื่มหน่อยสักกลืน  หนุ่มน้อยบ้านนาตักน้ำมายื่นให้สาวพร้อมถามว่า”น้องหล่าสิฟ้าวไปไส แดดฮ้อนเปี้ยงๆก็แข่งมาจั่งซี้”   น้องสาวจะรีบไปไหน แดดร้อนเปรี้ยงๆก็ยังเดินฝ่ามาอย่างนี้ “ อีสีนั่นตี๋  มันให้ข่อยติดต่อผู้บ่าวบ้านเหนือให้ ผู้บ่าวมาหากะเลยให้คนไปเอิ้นข่อยให้ฟ้าวมา”  อีสีนั่นไง วานให้แนะนำหนุ่มบ้านเหนือให้ หนุ่มมาหาก็เลยให้คนไปตามว่าให้รีบไปหา  “นั่นหละ  อยู่ดีบ่อมัก หาเรื่อง คาคอจ่อหล่อบ่”   นั่นแหละดีไม่ว่าดี  มักหาเรื่อง ผลมันติดค้างกับตนเอง หนุ่มพุดกับสาวน้อยบ้านทุ่ง สาวน้อยบ้านทุ่งได้ยินรีบสลัดผ้าขึ้นโผกค้อนหนุ่มน้อยบ้านนาแล้วรีบเดินของไปจากระท่อมในทันที   สัปดาห์หน้าพบกันใหม่สวัสดีครับ  

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

     

              “ความมัธยัสถ์เป็นหนทางแห่งความร่ำรวยที่ยิ่งใหญ่” สวัสดีครับพบกันคราวนี้ก็ล่วงเลยเวลาในช่วงศักราชใหม่ในสัปดาห์เกือบสุดท้ายของเดือนแรกของปี  การดำเนินชีวิตที่ผ่านมาลองทบทวนว่าเราดำเนินมาตามหลักแห่งเหตุผล, วัตถุประสงค์,  ความจำเป็น, ประโยชน์, ผลกระทบ ก็คือว่าการดำเนินชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายหรือว่าการกระทำได้หลักเหล่านี้หรือไม่ หรือว่าดำเนินไปตามสถานการณ์ความลุ่มหลงในกระแสที่แปรเปลี่ยนโดยขาดการีสติใคร่ครวญถึงความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต อาทิ ตกตอนเย็นทุกวันต้องมานั่งก๋งเหล้า นั่นจำเป็นไหม  เพราะอะไร ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิตหรือไม่  เป็นประโยชน์สำหรับตนเองและครอบครัวหรือไม่  และไปกระทบกับคนอื่นทำให้ตนและคนอื่นได้รับความเดือดร้อนหรือไม่  หากตนไม่เดือดร้อนคนอื่นไม่เดือดร้อน  จำเป็น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์  ทุกคนได้รับประโยชน์ ก็ถือว่าการดำเนินชีวิตขงเราเป็นไปด้วยดี

           สัปดาห์นี้มารู้คำอีสานคำว่า “กะส่างบ่งึด”

           “กะส่างบ่งึด”  จะประกอบไปด้วยคำสามคำ คือ  คำว่า กะส่าง, บ่ และ งึด”

             กะส่าง   หมายถึง   ช่างเถอะ  ไม่สนใจ ไม่แคร์ ไม่ยินดีด้วย  ไม่ง้อ  ไม่ใส่ใจ   ปล่อยไปตามเรื่อง  อาทิ  เฮ็ดกะส่าง บ่เฮ็ดกะส่าง,  กะส่างข่อย อย่าเว้า , สิดีสิชั่วกะส่าง ฯลฯ

             บ่ หมายถึง  ไม่

             งึด   หมายถึง   แปลก ,ประหลาด, อัศจรรย์, น่าสนใจ, น่ายินดี, มหัศจรรย์, ไม่น่าเป็นไปได้   อาทิ  งึดเครื่องบินเหาะได้, งึดแฮงอยู่ได้จั่งได๋หกเดือนบ่ได้กินข้าวกินน้ำ ฯลฯ

           พอนำมารวมกันก็จะได้คำว่า “กะส่างบ่งึด”    หมายถึง  ไม่สนใจ, ไม่ยินดีด้วย, ใครจะเป็นอย่างไรไม่สนใจไม่แคร์, ไม่ง้อ, ไม่สนใจว่าเป็นเรื่องแปลก

              ยามเย็นวันหนึ่ง ลมพัดพาเอื่อยๆกระทบใบไม้ส่งเสียงดังซ่าๆ ใบไม้แห้งล่วงลงพื้นที่ละใบไล่กันเป็นสาย  หนุ่มน้อยบ้านนานั่งอยู่บนคันนามองดูพืชผักที่ปลูกเขียวชอุ่มชูช่อต่อยอดแข่งกับแสงอาทิตย์ที่จับขอบฟ้าส่องแสงมากระทบ ด้วยความภาคภูมิใจในผลผลิตของตน มือข้างหนึ่งถือหมวกวางพาดบนหัวเข่าด้านขวาที่ยกชันไว้  วาดฝันถึงผลผลิตที่จะได้รับ “เป็นหยังจั่งมานั่งใจลอยแท้”  เป็นอะไรทำไมจึงมานั่งใจใจลอย  หนุ่มน้อยบ้านาสะดุ้งมองไปเห็นสาวน้อยบ้านทุ่งหาบตะกร้ามายืนอยู่ด้านหลัง ยิ้มแล้วพูดว่า “นั่งใจลอยคอยแฟน”  นั่งใจลอยคอยคนรัก   “ปัดโธ่ . เว้าภาษาทางเมืองไทตั่วมื้อนี้  มื้อวานนี้ทิดทองสีมาแต่กรุงเทพฯขับรถป้ายแดงมายามบ้าน อ้ายบ่ไปนำเขาบ้อ”  โถ. พูดภาษากรุงเทพเชียวหรือวันนี้  วันวานที่ผ่านมานี้ทิดทองมีมาจากกรุงเทพฯขัยรถป้ายแดงมาเยี่ยมบ้าน พี่ไม่ไปกับเขาหรือ   “กะส่างบ่งึดดอก เฮ็ดงานสิล้มสิตายหม่องนอนน้อยๆ  ซำบายอยู่บ้านเฮาข้าวบ่อต้องซื้อบ้านบ่ต้องเช่า อยากได้เฮ็ดเอา ยึดความจำเป็น ประโยชน์ วัตถุประสงค์ เจ้าของผู้อื่นไม่ความสุขกะพอแล้ว อยู่แบบพอเพียงเงินบ่ต้องใช้อาหารการกินกะบ่อึด อยู่บ้านเฮาดีกว่า”   ไม่สนใจหรอก ทำงานอยู่กรุงเทพฯแสนลำบาก ที่อยู่อาศัยก็เล็กๆ อยู่บ้านเราสบายดีกว่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ บ้านก็ไม่ต้องเช่า อยากได้อะไรก็ทำเอาเอง ยึดความจำเป็น ประโยชน์ วัตถุประสงค์ ตนเองคนอื่นไม่เดือดร้อนก็พอแล้ว อยู่แบบพอเพียงไม่ต้องใช้เงิน อาหารการกินก็ไม่อด อยู่บ้านเราดีกว่า   “คักแท้  มื้อนี้อ้ายเฮาเว้ามีหลักการคัก  นั่งอยู่ผู้เดียวสานักวิชาเกินใหญ่ ไปล่ะ”  สาวน้อยบ้านทุ่งพูดพร้อมค้อนให้สามทีแล้วเดินหาบตะกร้าจากไป ปล่อยให้หนุ่มนานั่งมองดวงอาทิตย์สาดแสงลดลงข้างขอบฟ้าจนมืดมิดอยู่คนเดียว    สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับผม.

 

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

        “คนมีรวยและจน น้ำก็มีระดับสูงและต่ำ”สวัสดีครับ  พบกันในช่วงสัปดาห์ที่สามของปีใหม่  ซึ่งเป็นช่วงของวันสำคัญก็คือวันครู ครูหากเปรียบเหมือนแม่พิมพ์ ผลิตผลก็จะเปรียบด้วยสิ่งที่ถูกหล่อด้วยแม่พิมพ์ก็คือ "นักเรียน " การที่จะได้ผลิตผลที่ดีก็ต้องได้จากแม่พิมพ์ที่ดี มีคุณภาพ ไม่บิดเบี้ยว มีรอยแตกร้าว  จึงบอกได้ว่าถ้าอยากได้ผลิตผลที่ดีก็ต้องมีแม่พิมพ์ที่ดีไม่มีร่องรอยตำหนิ มีความเหมาะสมกับขนาดและประโยชน์ของการนำไปใช้ของผลิผลนั้นตามความจำเป็น วัตถุประสงค์

        การที่จะได้แม่พิมพ์ที่ดีก็ต้องมีกระบวนการวางแผนเกี่ยวกับการจะทำแม่พิมพ์ว่าจะให้ได้ขนาดเท่าใด เหมาะสมกับภาวะสถานการณ์ วัตถุประสงที่จะนำไปใช้ประโยชน์   และที่สำคัญก็คือตลาดไม่ใช่ผลิตมาแล้วไม่มีตลาดในการรองรับก็ไม่มีประโยชน์อะไร จากนั้นก็มาวางด้วยการคัดเลือกวัสดุที่จะนำมาทำเป็นแม่พิมพ์ว่าจะใช้วัสดุอย่างไรจึงจะเหมาะสม  คุณภาพดี  พอตัดสินใจได้ว่าจะใฃ้วัสดุเช่นไรแล้วก็ต้องคำนึงถึงแหล่งผลิตว่ามีอยู่หรือไม่เหมาะสมเพียงใดเป็นสถานที่ผลิตแม่พิมพ์ตามที่เราต้องการหรือไม่ หากไปเลือกสถานที่ผลิตแม่พิมพ์หล่อพระพุทธรูปให้มาผลิตแม่พิมพ์หล่อเสาก็คงจะไม่เหมาะหรือมีการผลิตหลายอย่างอาจจะเอาดีไม่ได้สักอย่าง

        หลังจากมีการวางแผน คัดเลือกวัสดุ และสถานที่ผลิตแม่พิมพ์ได้แล้วต่อไปก็ต้องมาดูว่าช่างที่จะผลิตนั้นมีความชำนาญละเอียดอ่อนเพียงใด มีความเข้าใจในการผลิตแม่พิมพ์มากน้อยเพียงใด  เมื่อได้ครบกระบวนการก็ถึงขึ้นการลงผลิตแม่พิมพ์ในกระบวนการนี้ก็ต้องมีผู้ควบคุมกำกับดูแลทุกขั้นตอน เมื่อผลิตแม่พิมพ์เสร็จสมบูรณ์พอถึงขั้นหล่อก็ต้องมีการหล่อที่ถูกต้องตามกระบวนการตลอดจนการบำรุงรักษา ซึ่งหากการผลิตแม่พิมพ์ดีมีคุณภาพไม่รอยขีดข่วน ไม่รอยการชำรุดก็คาดว่าจะสามารถได้ตัวแบบที่ดี ผลิตผลหรือวัสดุที่หล่อออกมาก็น่าจะได้รูปทรงและขนาดมีคุณภาพตามแบบของแม่พิมพ์ตามี่ได้ผลิตขึ้นอย่างแน่นอน

          พบกันสัปดาห์นี้ก็มารู้คำอีสานด้วยคำว่า   “ซะซาย”

           ซะซาย    เป็นลักษณะการบอกลักษณะของสิ่งของหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่แบบกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ  ซึ่งหมายถึง กระจัดกระจาย ,ระเกะระกะ, กระจุยกระจาย, ไม่เป็นที่เป็นทาง, ขาดความรับผิดชอบ อาทิ บอกว่า “เฮ็ดหยังกะบ่เก็บถิ่มซะถิ่มซาย” 

            ตอนเช้ายามรุ่งอรุณวันใหม่ แสงอาทิตย์สาดส่องลอดทิวไม้ กระทบกับตอซังข้าวมองไปโดยรอบ น้ำค้างกระทบกับแสงอาทิตย์สิองแสง ระยิบระยับ ตัดสิ่งก่อสร้างกลางทุ่งนามองเป็นเงามองเห็นรางๆกลางสายหมอกยามเช้า หนุ่มน้อยบ้านนา นอนอยู่มุมกระท่อมนาหลังน้อย จากการอ่อนเพลียที่มีการพบปะสังสรรค์กันในตอนกลางคืนที่ผ่านมา    สาวน้อยบ้านทุ่งเดินฝ่าสายหมอกหาบตะกร้ากับข้าวฝ่าสายหมอกตรงมายังกระท่อม  เข้ามาใกล้เห็นถ้วยชาม ขวดแก็ว กระจัดกระจายไปทั่งบริเวณลานหน้ากระท่อมนา จึงร้องไปยังร่างของหนุ่มน้อยบ้านทุ่งที่นอนอยู่ว่า  “ ไผมาเฮ็ดหยัง  ถ้วยชามจั่งมาวางซะซายเต็มไปเบิด”  ใครมาทำอะไร ถ้วยชามจึงได้กระจัดกระจายไปทั่วอย่างนี้   หนุ่มน้อยล้านนาได้ยินเสียงสะดุ้งตื่นมาด้วยอาการงัวเงีย “ อ้ายกับหมู่ พากันไปหาหนูได้มาหลายโต กะเลยเอามาเฮ็ดกิน หมู่มันได้เหล้ามากะเลยฉลองกันแหน่จักหน่อย  ต่างคนต่างเมาไปคนละทางกะเลยเป็นจั่งซี้ล่ะ”  พี่กับเพื่อนพากันไปส่องหนูได้มาหลายตัว ก็เลยนำมาประกอบเป็นอาหารกินกัน เพื่อนคนหนึ่งได้เหล้ามาก็เลยร่วมฉลองกันหนักไปหน่อยต่างคนก็ต่างไปคนละทิศละทาง สภาพก็เลยเป็นอย่างนี้ละ   “เออแล้วไป  คึดว่ามีผู้สาวมาหาตี๊” งั้นแล้วไป คิดว่ามีสาวมาหาต่างหาก  พูดจบค้อนสะบัดหน้าแล้วเดินผ่านจากไปปล่อยให้หนุ่มน้อยบ้านนานั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว มองดูอาทิตย์ที่ลอบอยู่ขอบฟ้า  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ

 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “ความเพียรพยายามย่อมเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้”  สวัสดีครับปีใหม่เพิ่งผ่านไปยังไม่ถึงสิบวัน ปัญหาทางการเมืองก็ยังสับสนวนวายอยู่เหมือนเดิมไม่ได้อันตธานหายไปกลับใหม่ไม่ ก็เหมือนกับการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของสัตว์โลก รวมทั้งมนุษย์ด้วย ให้พ้นผ่านปัญหาอุปสรรค หรือสถานการณ์ในแต่ละวัน ยามเช้าตรู่ก็พลัดพรากจากรวงรังหรือบ้านเพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่จะนำมาใช้ในการดำรงชีวิตให้คงอยู่ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวิถีของชีวิตแต่ละคนไป  ก๋คงหนีไม่พ้นเพราะเกิดมาอยู่บนโลกก็ต้องเล่นไปตามบทละครโลกโรงใหญ่ขอให้ตนเองไม่เดือดร้อนและตนไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือเดือดร้อนน้อยที่สุดก็นับว่าเพียงพอแล้ว

               สัปดาห์ในเดือนเริ่มต้นของปีใหม่ก็ขอนำคำอีสานมาพูดหรือมาเว้ากันด้วยคำว่า “เจิ้นเถิ้น”

              เจิ้นเถิ้น  เป็นคำที่บอกลักษณะของสิ่งที่สูงใหญ่  ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ตึกสูง หรือแม้แต่คนที่มีรูปร่างใหญ่และสูงก็จะใช้คำนี้  ซึ่งแปลว่า สูงตระหง่าน, สูงเฉียดฟ้า,สูงใหญ่มากๆ

             หนุ่มน้อยบ้านนากับสาวน้อยบ้านทุ่งเกี่ยวก้อยกันเดินอยู่ตามถนนสายหนึ่งหน้าศาลากลางจังหวัด หนุ่มน้อยบ้านานุ่งกางเกงยีนส์ตัวโปรด สวมเสื้อยืดสีเทารองเท้าหนังกลับ เสื้อเข้าในเรียบร้อย สาวน้อยบ้านทุ่งนุ่งผ้าถุงไหมมัดหมี่สีเหลืองทองสวยสด สวมเสื้อสีชมพู เดินมุ่งหน้าเข้าไปที่หน้าศาลากลางจังหวัดซึ่งเป็นสถานที่จัดงานกาชาดประจำปี มีร้านรวงขายของจิปถะตั้งแต่ของขบเคี้ยว เครื่องตกแต่งประดับบ้านเรือน  ตลอดจนการออกร้านของหน่วยงาน อำเภอต่างๆในจังหวัด ผู้คนเดินชมกันไปมามากมาย

                หลังจากเดินชมและเลือกซื้อของจนเหนื่อยอ่อนสองคนก็ได้เดินไปนั่งที่หน้าเวทีกลางซึ่งกำลังมีการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆที่จัดมาให้ความบันเทิงกับผู้ร่วมงาน  บนเวทีมีการแสดงหมอลำเป่าแคนดีดพิณ เป่าโหวด ช่วงทำนองเร้าใจให้ความเพลิดเพลินเป็นที่ยิ่ง  หนุ่มน้อยบ้านนามองบนเวทีจนตาค้าง สาวน้อยบ้านทุ่งสะกิดแล้วพูดขึ้นว่า “เวทีงานกาชาดปีนี้เฮ็ดใหญ่กว่าปีก่อนๆหนอ ประดับยกเป็นชั้นๆแนมเบิ่งกว้างใหญ่สูงเทิ้นเถิ้น”    เวทีงานกาชาดปีนี้ทำยิ่งใหญ่กว่าปีที่ผ่านๆมา  ประดับตกแต่งเป็นชั้นๆมองดูกว้างใหญ่สูงตระหง่านเลย”   หนุ่มน้อยบ้านาพยักหน้าทำให้สาวน้อยบ้านทุ่งไม่พอใจใช้มือขวาบิดที่ต้นแขนอย่างแรง จนหนุ่มน้อยบ้านนาสะดุ้งร้องโอยขึ้นมา “บ่สนใจฟังคำเว้าเลยหนอ มัวแต่เบิ่งสาวดีดไห หุ่นสูงใหญ่เฮ็ดเทิ้นเถิ้นอยู่ตี๋นอ”  ไม่สนใจคำพูดเลยนะ มัวแต่ดูสาวดีดไหบนเวทีที่หุ่นสูงใหญ่อยู่ใช่ไหม พูดจบก็จับดึงแขนหนุ่มลูกเดินออกจากเวทีกลางไปในทันที หนุ่มน้อยบ้านนาทั้งเดินคามแต่ตายังเหลียวมองไปบนเวทีอย่างไม่ลดสายตา  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

          “เวลาและกระแสน้ำไม่เคยคอยใคร”  สวัสดีปีใหม่ครับ เวลาผันผ่านไปเร็วเหลือเกิน โชคดีที่มีชีวิตรอดจากปัญหาและอุปสรรคมาได้จนถึงปีใหม่ ก็ขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขสมหวังดั่งที่คาดหมายไว้ตลอดปีและตลอดไป แม้จะถึงปีใหม่แต่อะไรๆก็ยังเหมือนเดิม ความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังดำเนินไปเหมือนเดิม ต่างคนต่างก็ยึดแนวคิดของตนเองเป็นหลัก ไม่ได้คิดเห็นประโยชน์ของคนส่วนรวม  นักการเมืองบางกลุ่มบางคนเมื่อมีเวลาก็เที่ยวปลูกระดมให้ประชาชนวิตกกังวลในเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ไม่ทราบว่าจะตีกันไปถึงไหน ก็ไม่เห็นว่ามันเกิดประโยชน์เพื่อคนส่วนรวมอย่างไร  หากปีใหม่ทุกคนหันมาทบทวนร่วมกันหาทางแก้ไขชีวิตก็จะดีขึ้นมากกว่านี้

           สัปดาห์ปีใหม่ที่ทุกคนมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น  มาเรียนรู้คำใหม่ของอีสานด้วยคำว่า “คืดลืด”

            คืดลืด  หมายถึง  ลักษณะที่ไม่เรียบเนียน,   ขี้เหร่ , กระดำกระด่าง,   อาทิ  คนที่มีผิวดำแต่ทาแป้งสีขาวเนื้อแป้งกับผิวไม่เข้ากันสีไปคนละทาง หรือ การทาสีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่เรียบเนียนกระดำกระด่าง   ลักษณะดังนี้ก็จะเรียกว่า “คืดลืด” หรือ”อืดลืด” ก็ว่า

              บ่ายคล้อยของวันหนึ่งที่ปลายนาหน้ากระท่อม ลมพัดผ่านใบไม้ไหว กระทบแสงดวงอาทิตย์ยามเย็นส่องแสงระยิบระยับ หนุ่มนานั่งมองดูสีที่ตนนำมาทาหน้ากระท่อมปลายนา เหม่อลอยวาดฝันไปไกลถึงความงามของสี พอดีสาวน้อยบ้านทุ่ง หาบฟืนที่มัดรวมกันใช้คานหาบผ่านมาเห็นหนุ่มนานั่งเหม่อมองดูหน้ากระท่อมก็พูดขึ้นว่า “ อ้ายเอย นั่งเบิ่งอีหยังคักแท้จนบ่อหันใจ”  พี่ชายนั่งดูอะไร ทำไมถึงตั้งใจดูขนาดนั้นจนไม่หายใจเลย   หนุ่มนาได้ยินสะดุ้งตอบไปว่า “นั่งเบิ่งความงามของเถียงนาทาสีใหม่  สดใสงามตา บ่เห็นบ๋อ”   นั่งดูความงามของกระท่อมนาทาสี สดใสงามตา เห็นไหมนี่   สาวน้อยบ้านทุ่งตอบว่า “ทาสีทำไมจึงเฮ็ดคืดลืด  จั่งซี้กะว่างามซั้นบ็อ”  ทาสีทำไมมีเรียบเนียนเลย อย่างนี้หรือสวยนะ  พูดจบก็รีบหาบฟืนเดินผ่านไปโดยเร็ว ปล่อยให้หนุ่มนานั่งเฝ้ากระท่อมนาอยู่คนเดียวจนพระอาทิตย์ลงลับขอบฟ้า สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

         “คุณค่าที่แท้จริงของคนวัดได้จาก สิ่งที่มุ่งมั่นและแสวงหา” สัปดาห์นี้ก็นับว่าเป็นสัปดาห์เกือบสุดท้ายของปี พ.ศ. 2552 ช่วงระยะเวลาช่างผันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน  จึงมีคนกล่าวเอาไว้ว่าจะไปจริงจังหรือิจฉาริษยากันไปทำไม เมื่อมีโอกาสเกิดมาร่วมโลกกันถือว่าเป็นบุญโขแล้ว  อย่าถือว่าตนนั้นดีวิเศษเกินคนอื่น  ควรจะหันเข้าหากันมีอะไรช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เอื้ออาทร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไปจะได้สุขสบายไม่เดือดร้อน ความวุ่นวายเกิดจากความคิดที่อยากได้อยากเด่นเหนือคนอื่น อยากแต่เป็นผู้รับไม่อยากเป็นผู้ให้ สุดท้ายตลอดชีวิตก็ไม่พบกับคำว่าเป็นสุข ฉะนั้นช่วงที่มีชีวิตอยู่ปล่อยจิตปล่อยใจให้ว่าง พูดี ทำดี ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้าง ปรับตัวให้เข้าอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นสุขในแต่ละวันจะดีกว่า เพราะเวลาไม่ยืดยาวอะไรนัก หากทำดีก็จะสุขใจแต่หากกระทำไม่ดีผลก็จะตกถึงตนในวันใดวันหนึ่งจนได้ ในเวลาอันแสนสั้นอยู่ในโลกเรามาร่วมกันทำเพื่อให้คนอื่นและตนเองเป็นสุขกันเถอะ

          เฮ้อ...แก่แล้วก็เพ้อไปตามธรรมดา มาว่าเรื่องภาษาอีสานกันตามเคย คราวนี้ได้คำว่า “เก่เหว่” มาฝาก

          “เก่เหว่”  เป็นคำที่บอกลักษณะอาการของคนที่แสดงสีหน้าไม่พอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการแสดงอารมณ์ที่ไม่สบอารมณ์ หรือเกิดความผิดหวัง  เช่น คนที่มีสิ่งของอยู่ในมือแต่แล้วถูกคนที่มีอำนาจมาแย่งเอาไปล้วจะทำอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่ทำหน้าเบ้,  เบี้ยว  การแสดงหน้าเบ้หรือเบี้ยวเพราะไม่พอใจ เรียกว่า  “เฮ็ดหน้าเก่เหว่”   หรือ “ เจ่เหว่”, "เส่เหว่"  ก็ว่า

            ตอนเช้าของวันใหม่ที่ใต้ร่มไม้บนคันนา กลุ่มนกกาบินส่งเสียงร้องบินออกจากรังมุ่งอาหาร แสงแดดอ่อนๆทอแสงลอดกิ่งใบมากระทบแก้มหนุ่มนาที่นั่งอยู่ใต้ร่มใบไม้ ท่ามกลางลมพัดผ่านทำให้ใบไม้ร่วมลงดินทีละใบที่ละใบทอดอารมณ์ซึมเซาที่สาวน้อยบ้านทุ่งแสดงอาการไม่พอใจลุกหนีไปเข้านอนก่อนพร้อมกล่าวให้กลับบ้านขณะนั่งเคียงช้างพูดคุยกันอย่างเป็นสุขที่ชานบ้านท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนที่ผันผ่านมา คิดแล้วเศร้าทำหน้าเบ้อยู่คนเดียว

             “เป็นหยังหนออ้ายจั่งมานั่งเฮ็ดเก่เหว่อยู่ผู้เดียว  เมียป๋าฮือหว่าอกหัก มาเศร้าคักเอาแท้”   เป็นอะไรล่ะพี่ชายทำไมจึงมานั่งทำหน้าเบ้อยู่คนเดียว ถูกเมียตีจากหรือว่าอกหัก ดูแล้วเหมือนเศร้าเสียใจเอามากๆเลย    หนุ่มนาสะดุ้งเฮือกขณะได้ยินเสียงดังแว่วมาจากด้านหลัง เหลือบไปเห็นสาวน้อยบ้านทุ่งหิ้วกล่องข้าวพร้อมตะกร้ากับข้าวเดินเข้ามาหา  พร้อมวางลงข้างแล้วลงนั่งเคยงข้างเอางอกขึ้นพาดไหล่ “ บ่เศร้าจั่งได๋ไหล่(ไล่)กันหนียังบ่พอ หลอยหนีเข้าไปนอนหนีเขาอีก”  จะไม่เศร้าอย่างไร ไล่หนีแล้วยังหลบเข้าไปนอนก่อนอีก   สาวน้อยบ้านทุ่งโน้มหน้าเข้าไปใกล้หอมแก้มหนุ่มนาหนึ่งที  หนุ่มสะดุ้งพร้อมผุดลุกขึ้นหน้าแดงอมยิ้มถือตอกมัดข้าวลงทุ่งนามัดฟ่อนข้าวอย่างเป็นสุข   สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ. 

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

      “ผู้ที่ไม่หวังว่าจะชนะ  ย่อมพ่ายแพ้ไปแล้ว” สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งสัปดาห์นี้สถานการณ์บ้านเมืองไทยก็ยังอึมครึม ข่าวสารบ้านเมืองผ่านสื่อต่างๆก็มีแต่ความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ทุกคนต่างมองเห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก  จึงทำให้สังคมทั้งในเมืองและชนบทมีแต่ความหวาดรระแวงซึ่งกันและกัน  ขาดการเอื้ออาทรต่อกันในสังคม  หากทุกอย่างยังเป็นอยู่แบบนี้บ้านเมืองคงหายนะในที่สุด  ฉะนั้นทุกคนต้องหันมาทบทวนแล้วร่วมกันแก้ไข ลดทิฐืของตนเองลงบ้าง เฮอ......

         สัปดาห์นี้ก็มาเรียนรู้คำอีสานอีกคำ  คือ “โหม่มลึด”

          โหม่มลึด” เป็นลักษณะอาการที่นำอาหารเข้าไปในปากแล้วกลืนผ่านลำคอลงไปโดยไม่ได้เคี้ยว  ,กลืนกินแบบไม่เคี้ยว  ก็คือกินแบบตะกละตะกราม  เปรียบเหมือนคนที่คดโกงแบบดื้อไม่สนใจใคร ขอให้ตนเองได้เป็นพอ  ลักษณะอาการที่มีคนทุจริตแบบไม่ได้สนใจใครอุบกินคนเดียว  ก็เรียกว่า “โหม่มลึด”

            กลางทุ่งนาฟ้าแจ้ง มองออกไปเห็นแสงแดดระยิบระยับ เปลวแดดลอยล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่มกลางรวงข้าวที่สุกเหลืองอร่ามไปทั่วทุ่ง  หนุ่มนานั่งเหลาไม้อยู่ในกระท่อมนา  สาวน้อยบ้านทุ่งกำลังจัดแจงหุงหาอาหารเพื่อจะรับประทานเป็นอาหารเที่ยง หลลังจากการขึ้นจากการเก็บเกี่ยวในท้องนา   สักครู่ก็นำจานส้มตำที่ตำลูกกระท้อนใส่กับปูนาตัวน้อยเดินมาวางวางตรงหน้าหนุ่มนา แล้วลงนั่งเคียงข้างกันใช้ข้อนตักใส่ปากสลับกันอย่างมีสุข  ขณะที่สาวบ้านทุ่งตักเม็ดกระท้อนขึ้นมาก่อนจะเอาเข้าปากก็เอ่ยขึ้นว่า “อ้ายใสในบักต้องมีอยู่หกในมันไปไสแล้วสองไน  ไผกินเมิดบ่เหลือฮอดไนเลยบ๋อ”   พี่ชายไหนล่ะเม็ดกระท้อนมีอยู่หกเม็ดหายไปไหนแล้วสองเม็ด  ใครกินหมดไม่เหลือแม้แต่เม็ดเลยหรือ  หนุ่มนาพูดขึ้นว่า “ ผี้อยู่ในท้องอ้ายผี้   อ้ายโหม่มลึดเมิดแล้ว”    นี่ไงอยู่ในท้องพี่นี่   พี่กลืนกินเข้าไปหมดแล้ว   สาวมองดูหน้าหนุ่มนาพร้อมกับหัวเราะพร้อมพูดอีกว่า “ระวังเด้อมื้ออื่นเช้า ถ่ายบ่ออกมันสิงอกอยู่ในท้องเจ้าได๋”  ระวังนะตอนเช้าถ่ายไม่ออกเดี๋ยวมันไปงอกอยู่ในท้องนะ หนุ่มนาทำหน้าเบ้ใส่สาวบ้านทุ่งก่อนตักเม็ดกระท้อนกลืนลงคออีกอึกหนึ่ง   สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ.

 

เว้าอีสานสัปดาห์ละควม

       “ระวัง...ตัวเองหลอกตัวเอง  เสียหายมากกว่าผู้อื่นหลอก ตั้งร้อยตั้งพันเท่า แต่ก็ไม่มีใครระวัง” พบกันอีกครั้งสถานการณ์บ้านเมืองก็ยังแบ่งฟักฝ่ายกันอย่างมาลดละ ก็ไม่ทราบว่าจะทะเลาะกันไปทำไม  การชนะไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสุขเสมอไป  ดังคำกล่าวที่ว่า “หลังสงครามมีแต่ความหายนะ  ต่างฝ่ายต่างได้รับความเสียหายล้มตายและบาดเจ็บ คนชนะก็ภาคภูมิใจในการทำลายล้างคู่ต่อสู้ คนแพ้ก็มองเห็นแต่ควาสูญเสียว่าใหญ่หลวงนัก สรุปก็คือเสียทั้งสองฝ่ายนั่นเอง แล้วพวกท่านทะเลาะกันทำไมล่ะ.

        สัปดาหืนี้ก็มรู้จักภาษาอีสาน     คำว่า   “ฮิ่น”

         “ฮิ่น”  หมายถึง ลักษณะที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งระเหย ล่องลอยมาเป็นระยะที่ละนิดทีละนิด, โชยมา,  เคลื่อนตัวมาอย่างอ้อยอิ่ง    โชยมาเป็นระยะๆ  ส่วนใหญ่จะใช้กับกลิ่น อาทิ  หากมีกลิ่นหอมโชยมาตามลมอ่อนๆมากระทบที่จมูกเป็นระยะๆก็จะบอว่า “หอมฮิ่นฮิ่น” “การกินผักกาดขณะเคี้ยวในปากกลิ่นลอยขึ้นทำให้มีอาการแสบขึ้นจมูกโล่ง เรียกผักการนั้นว่า “ผักกาดฮิ่น” 

            อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงการคิดไตร่ตรอง  พินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ  คิดไคร่ครวญ   ตรึงตรองดุ   พินิจพิเคราะห์สังเกตุโดยใช้พิจารณยาณด้วยเหตุผล ,ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนคิดหาเหตุหาผล ,คิดพิจารณษเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน. เรียกว่า “ฮิ่นตอง” หรือ “ฮิ่นตรอง”   ควันที่พุ่งออกมาทละนิดทีละนิดที่หน่อย ก็เรียกว่า “ควันฮิ่นฮิ่น”

             รุ่งแจ้งแสงส่องฟ้า ที่กลางทุ่งนาบนลานนวดข้าว รอบๆเต็มไปด้วยกองฟางข้าวที่หนุ่มสาวได้พากันนวด(ฟาดข้า) ทิ้งร่องรอยเอาไว้ก่อนกลับบ้านพักผ่อนตอนดึกของคืนวันก่อน  หนุ่มน้อยบ้านาลุกมาจากกองฟางที่หลบเข้าไปนอนซุกเอาไออุ่นหลังเลิกฟาดข้าวเมื่อคืน งัวงเงียตื่นขึ้นก่อไฟฝิงไล่ความหนาวเย็นในตอนเช้า  สาวน้อยบ้านทุ่งก็ลุกออกมาจากซุ้มฝางข้างลานข้าวเห็นหนุ่มบ้านานั่งข้างกองไฟก็เลยทักทายไปว่า “  อ้าย อุ่นอยู่บอ  แนมเบิ่งฟืนในกองไฟบ่มีพอดี้ เห็นแต่ไฟควั่นฮิ่น”    พี่ชายอุ่นอยู่หรือ  มองดูทำไม่ในกองไฟไม่มีฟื้นเลย เห็นควันไฟล่องลอยออกมานิดๆเท่านั้น”  หลังพูดจบก็เดินไปหอบเอาเศษกิ่งไม้ในท้องนามาใส่ลงในกองไฟพร้องกับเข้าไปนั่งเคียงข้างหนุ่มนา  พร้อมนำหัวมันเผาซุกเถ้ากองไฟ ให้ความอบอุ่นแกหนุ่มบ้านนายิ่ง 

            หนุ่มบ้านนามองดูกองไฟพร้อมพุดขึ้นว่า “ กลิ่นหัวมันเผาลอยมาเข้าดังหอมฮิ่นฮิ่น   สู้กลิ่นแก้มอีน้องลอยเข้าสู่ใจอ้ายอยู่บ่วาย บ่อได้ดอก”    กลิ่นหัวมันเผาลอยมากระทบจมูกอย่างอ่อนๆไม่ขาดสาย แต่สู้กับกลิ่นพวงแก้งของน้องที่ลอยมาหาจมูกแล้วเขาไปในหัวใจอ้ายอยู่เป็นประจำทุกวันไม่ได้ดอก”    สาวบ้านทุ่งได้ยินยกแขนใช้กำปั้นทุบไปที่หน้าอกของหนุ่มนาหนึ่งที พร้อมใช้นิ้วบิดที่ต้นอีกหลายครั้งจนหนุ่มนาร้องโอยขึ้น ก่อนเดินออกไปใช้ไมนวดข้าวคีบมัดข้าวฟาดลงด้วยเสีงดังทั่วท้องทุ่งนา  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับผม

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

นายประสม บุญป้อง
ที่อยู่ :  เลขที่ 30/1 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ รหัสไปรษณีย์ 33110 เบอร์โทร :  045-605275      มือถือ :  081-5939651
อีเมล : prasom99@gmail.com
เว็บไซต์ : www.p-esan.com